Join the Game's on Community!
Join the Game's on Community!
รีวิว Onimusha: Way of the Sword บน Nintendo Switch 2
รีวิว Onimusha: Way of the Sword ฉบับเจาะลึกบน Nintendo Switch 2 จากมุมมองคนที่ไม่เคยเล่นซีรีส์นี้มาก่อน เจาะระบบต่อสู้ Issen บอสไฟต์ กราฟิก และประสิทธิภาพบน Switch 2
ขอสารภาพก่อนเลยว่า ทั้งชีวิตนี้ ผู้เขียนไม่เคยเล่นเกมตระกูล Onimusha มาก่อนเลยแม้แต่ภาคเดียว ทั้งที่เกมซีรีส์นี้ก็อยู่คู่วงการเกมมาตั้งแต่ยุค PS2 และเป็นหนึ่งในเกมแอ็กชันซามูไรแถวหน้าที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายเกมในรุ่นหลัง การได้มาเล่น Onimusha: Way of the Sword จึงถือเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกกับเกมซีรีส์นี้อย่างเต็มตัว ส่งผลให้รีวิวฉบับนี้ ไม่มีความคาดหวังจากภาคก่อนหน้ามาปะปน และตัวผู้เขียนก็พูดได้เต็มปากว่า การได้เล่นเกมนี้บน Nintendo Switch 2 นั้น เต็มไปด้วยความอิ่มเอมและเพลิดเพลินไม่น้อยเลย
เมื่อซามูไรต้องแบกรับชะตากรรมของทั้งเมืองไว้ที่ปลายดาบ

ในช่วงเปิดเกมไม่กี่นาทีแรก เนื้อเรื่องสนุกได้ที่และน่าติดตามเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่พอผ่านไปได้ไม่นานหลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเนือยอยู่สักหน่อย เพราะจะมีช่วงหนึ่งที่ตัวเกมใช้เวลาปูพื้นฐานโลก ตัวละคร และกฎเกณฑ์ของพลัง Onimusha ให้ผู้เล่นเข้าใจก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้าสู่ความมันส์เต็มรูปแบบ แต่พอเนื้อเรื่องเข้าที่เข้าทางแล้ว ต้องยอมรับว่าสนุกและน่าติดตามมาก การดำเนินเรื่องผสมผสานกลิ่นอายของความแอ็กชัน ความตลกขบขัน และความสยองขวัญนิด ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ทำให้บรรยากาศโดยรวมของเกมไม่จำเจ มีทั้งช่วงที่กดดันตึงเครียดเวลาเผชิญหน้ากับศัตรูตัวใหม่ ๆ และช่วงที่ผ่อนคลายอารมณ์ลงเพราะมีมุกตลกคอยแทรกบทสนทนาสลับกันไปตลอดทาง
จุดที่ทำให้ประทับใจกับเนื้อเรื่องคือการที่ตัวเกมนำเสนอพระเอกอย่าง Musashi ให้เต็มไปด้วยเสน่ห์ในแบบที่ทำให้อยากติดตามชะตากรรมของเขาต่อไปเรื่อย ๆ บุคลิกที่มั่นใจในตัวเอง ปากจัดเล็กน้อย มีความกวนปนอยู่กับความเป็นนักดาบที่จริงจังและมุ่งมั่นจะเป็นเบอร์หนึ่งในวิถีแห่งดาบ ทำให้ Musashi เป็นพระเอกที่มีมิติไม่น้อย แถมความสัมพันธ์กับตัวละครรอบข้างก็ถูกเล่าออกมาได้น่าสนใจ ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบทั่วไป แต่ละคนมีเป้าหมายและแรงจูงใจของตัวเองที่ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยไปพร้อมกับเนื้อเรื่องหลัก และพัฒนาการของตัวละครต่าง ๆ โดยเฉพาะ Musashi เองก็เด่นชัดมากเช่นกัน
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือในส่วนของเนื้อเรื่องหลักล้วน ๆ ที่ถือว่าทำออกมาได้ดีและมีความน่าติดตามพอสมควร แต่ปัญหาคือเนื้อเรื่องเสริมระหว่างทาง ที่ต้องแยกออกไปสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ การต้องวิ่งไปทำภารกิจเสริมตามรายทางนั้นค่อนข้างรู้สึกยืดยาดน่าเบื่อไม่น้อย แถมหลายเควสต์ก็ไม่ได้น่าติดตามอะไรมาก (รายละเอียดเรื่องเควสต์รองจะเจาะลึกอีกครั้งในหัวข้อระบบการสำรวจในหัวข้อถัด ๆ ไป)
งานศิลป์และการแสดงสีหน้าที่ทำได้ดีเกินเบอร์

ส่วนที่ประทับใจที่สุดคือการแสดงสีหน้าและท่าทางของตัวละคร โดยเฉพาะ Musashi ที่ทำออกมาได้มีเสน่ห์และสมจริงมาก ทั้งจังหวะการขยับใบหน้า สายตา หรือแม้แต่ท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างบทสนทนา การขมวดคิ้ว การขยับมุมปาก หากสังเกตดี ๆ จะเห็นความใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้จนรู้สึกได้ถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครแต่ละตัวจริง ๆ คัตซีนหลายฉากในเกมทำออกมาได้ดีมากในระดับที่เทียบเท่ากับหนังแอ็กชันซามูไรจริง ๆ เลยทีเดียว ยิ่งฉากบู๊มันส์ ๆ ที่ซูมให้เห็นสีหน้าของตัวละครตอนประดาบกัน ยิ่งสื่อถึงอารมณ์ความกดดันของตัวละครได้ชัดเจน
ด้านเพลงประกอบ นอกจากเพลงประจำตัวของกังริวที่ได้ยินซ้ำหลายรอบจนคุ้นหู ก็ไม่ได้มีเพลงไหนที่รู้สึกติดหูเป็นพิเศษ แต่ในแง่ของการทำหน้าที่คลอบรรยากาศให้เข้ากับแต่ละฉากนั้น ถือว่าทำออกมาได้ดีและเหมาะสมตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะเพลงประกอบช่วงต่อสู้ที่ช่วยเร้าอารมณ์ปลุกความมันส์ในการหวดบอส ไปจนถึงเพลงประกอบฉากดราม่าที่ช่วยดึงอารมณ์ไว้ได้พอดิบพอดี เพลงของเกมนี้อาจไม่ได้เด่นจนกลายเป็นจุดขาย แต่ก็ไม่ได้เป็นจุดด้อยแต่อย่างใด
วิถีแห่งดาบที่แน่นตั้งแต่โครงสร้าง

ต้องอธิบายภาพรวมก่อนว่า การต่อสู้ของ Onimusha: Way of the Sword จะเสมือนการเล่นเกมจับจังหวะ ซึ่งหากใครเป็นสายที่ชอบกดปุ่มสแปมโจมตีรัว ๆ อยากซัดศัตรูด้วยการรัวคอมโบใช้สกิลมันส์ ๆ อยากเล่นเกมที่ตัวละครมีท่วงท่าฉับไวแบบเกม Hack-n-Slash เกมนี้อาจไม่ตอบโจทย์นัก แต่ถ้าเป็นสายที่ชอบเกมพวก Sekiro หรือ Soulslike ที่ต้องคอยศึกษาท่าทางของบอสแล้วหาจังหวะโต้กลับ เกมนี้ถือว่าตอบโจทย์ไม่น้อย และไม่ได้ยากเท่า Sekiro หรือเกมแนว Soulslike แต่ก็ไม่ง่ายจนเกินไปเช่นกัน
จุดที่ทำให้ระบบต่อสู้ของเกมนี้น่าชื่นชมคือการที่ตัวเกมมีโครงสร้างพื้นฐานไม่ซับซ้อน แต่กลับเปิดทางเลือกในการเล่นได้หลากหลายไปตามฝีมือการอ่านเกมของแต่ละคนในแต่ละสถานการณ์ โดยหลัก ๆ แล้วการต่อสู้พื้นฐานมีแค่ โจมตีเบา โจมตีหนัก ตั้งการ์ดป้องกันการโจมตี หลบหลีก ปัดป้อง สะท้อนการโจมตี และสวนกลับการโจมตีด้วยท่า Issen รวม 7 อย่างนี้คือทักษะพื้นฐานที่มีและใช้ไปยันจบเกม
ถ้ามั่นใจในฝีมือตัวเองแบบขั้นสุด ชอบเล่นแบบกล้าได้กล้าเสีย การใช้ท่า Issen ก็สุดแสนจะฟิน แต่ถ้าพลาดก็เจ็บหนักพอตัว ถ้าความแม่นยำในการตอบโต้น้อยลงมาหน่อย จะเลือกสะท้อนการโจมตี ปัดป้องการโจมตี หลบหลีกแล้วโจมตีสวนกลับ หรือกดบล็อกค้างไว้เพื่อดูท่าทีก่อนก็ได้แล้วแต่ความถนัด ทำให้ผู้เล่นที่ไม่ถนัดการกดจังหวะที่แม่นยำสูง ก็ยังมีหนทางปราบบอสได้เช่นกัน
Issen สวนกลับดาบเดียว ไม่ลุยก็แหลก

Parry กับ Deflect สองระบบที่แยกจากกัน
แน่นอนว่าถ้าใครกดท่า Issen ได้ไม่แม่นพอ ตัวเกมก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย เพราะนอกจาก Issen แล้ว ตัวเกมยังมีระบบการสะท้อนและการปัดป้องการโจมตี รวมถึงหลบหลีกแล้วโจมตีสวนกลับ ที่ทำงานร่วมกับเกจ Stamina ของศัตรูด้วย
ในทุกครั้งที่โจมตี หรือเมื่อปัดป้องหรือสะท้อนการโจมตีได้ถูกจังหวะ เกจ Stamina สีแดงใต้หลอดเลือดของศัตรูจะค่อย ๆ ลดลง พอเกจลดลงจนหมดหลอด ศัตรูจะเข้าสู่สถานะเสียหลัก เปิดช่องให้เข้าไปโจมตีแบบจัง ๆ ซึ่งในจังหวะนี้สามารถเลือกได้ว่าจะโจมตีตรงส่วนไหน หลัก ๆ แล้วจุดสีม่วงคือได้วิญญาณ จุดสีแดงคือสร้างความเสียหายแบบเน้น ๆ และมีบอสบางตัวที่เราสามารถเลือกตัดแขนตัดขาหรือทำลายชุดเกราะได้ด้วย
จุดที่น่าสนใจคือเกมนี้แยกการปัดป้องกับการสวนกลับการโจมตีออกจากกันอย่างชัดเจน โดยการปัดป้องหรือที่เรียกกันว่า Parry คือการรับการโจมตีแล้วปัดป้องอาวุธของศัตรูให้พ้นตัว ส่วนการสะท้อนหรือที่เกมนี้เรียกว่า Deflect คือการสะท้อนการโจมตีออกไป ความแตกต่างของทั้งสองท่านี้จะส่งผลออกมาอย่างชัดเจนในระหว่างการต่อสู้ เพราะการ Deflect จะลดเกจ Stamina ของศัตรูได้เยอะและต่อเนื่องกว่าการ Parry แต่ก็ต้องแลกด้วยว่าการกด Deflect ยากกว่า Parry พอสมควร จะเห็นได้ว่าแค่ท่าพื้นฐานเหล่านี้ก็สามารถนำมาผสมกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้มากมาย บางครั้งต้องใช้ทั้งหลบหลีก Parry และ Deflect ผสมกันเพื่อเอาตัวรอดจากบอสให้ได้ และหากมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากพอ ก็วัดใจกด Issen สวนให้หมดไปเลยก็ได้เช่นกัน
Oni Gauntlet และระบบดูดวิญญาณ

สิ่งที่ทำให้ระบบดูดวิญญาณมีมิติในตัวคือกลไกที่ผลักดันให้ผู้เล่นต้องเลือกจังหวะในการรุกและรับให้ดี ไม่ใช่แค่เดินหน้าฟันแล้วกดดูดวิญญาณโดยไม่อ่านสถานการณ์รอบด้าน เพราะระหว่างดูดวิญญาณ ตัวละครจะเคลื่อนไหวช้าลง หากกดดูดผิดจังหวะก็มีสิทธิ์โดนศัตรูสวนกลับหน้าหงายได้ทันที แต่ถ้าปล่อยวิญญาณทิ้งไว้นานเกินไปโดยไม่รีบดูดเข้าปลอกแขน ศัตรูตัวอื่นก็อาจแย่งดูดวิญญาณไปใช้แทนได้เช่นกัน ทำให้ศัตรูตัวเดิมที่ไม่แข็งแกร่งอาจกลายเป็นตัวที่น่าปวดหัวขึ้นมาได้
ระบบนี้ทำหน้าที่ได้ดีมากในการบีบไม่ให้เราเล่นแบบตั้งรับมากเกินไป ถือเป็นการถ่วงดุลระหว่างความโลภในการเสี่ยงสู้ตายกับความยับยั้งชั่งใจอย่างถูกที่ถูกทาง ทำให้ทุกการต่อสู้ต้องขบคิดตลอดเวลาว่าจะรุกหรือรับดี ระบบต่อสู้โดยพื้นฐานของเกมนี้อาจดูไม่ซับซ้อน แต่พอผสมผสานทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว กลายเป็นว่าจังหวะต่อสู้ในแต่ละครั้ง มีมิติและจังหวะเป็นของตัวเอง
Oni Armaments อาวุธพิเศษ ทางเลือกเสริมไว้จัดการศัตรู
นอกจากระบบการต่อสู้พื้นฐานแล้ว ตัวเกมยังมีระบบอาวุธพิเศษอย่าง Oni Armaments ที่ระหว่างการเล่นเนื้อเรื่องจะได้อาวุธของเหล่า Oni มาเพิ่มเติม เมื่อกดใช้อาวุธต่างๆ ก็จะมีผลเอฟเฟกต์ต่างกันออกไป อาวุธพิเศษบางชิ้นเมื่อกดใช้แล้วจะโจมตีใส่ศัตรูทำให้วิญญาณสีเหลืองออกมาเยอะ อาวุธบางชิ้นกดใช้แล้วจะลดเกจ Stamina ของศัตรูได้มาก หรือบางชิ้นกดใช้แล้วทำให้ศัตรูชะงักได้ โดยการกดใช้อาวุธพิเศษเหล่านี้ต้องดูดวิญญาณสีฟ้าเข้าปลอกแขนเพื่อเก็บเกจก่อนถึงจะใช้งานได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้การต่อสู้สนุกขึ้นและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น
การต่อกรกับบอสคือจุดสุดยอดแห่งความสนุกของเกมนี้

เหตุผลที่การต่อกรกับบอสในเกมนี้สนุกมือมาก ก็เพราะมันคือเวทีที่ดึงศักยภาพของระบบต่อสู้ทั้งหมดออกมาใช้ได้เต็มที่ที่สุด แต่ละบอสมีจังหวะการโจมตีและช่องโหว่ที่แตกต่างกันออกไป บังคับให้ต้องปรับจังหวะเลือกว่าจะสะท้อน ปัดป้อง หลบหลีก หรือจับตาหาโอกาสในการโจมตีสวนกลับด้วยท่า Issen อย่างระมัดระวัง
เราไม่สามารถกดปุ่มโจมตีรัว ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อปราบบอสได้ ทำให้ทุกการต่อสู้กับทั้งมินิบอสและบอสตัวใหม่ในครั้งแรกนั้น เหมือนต้องคอยเรียนรู้จังหวะใหม่อยู่เสมอ และอาจมีบางครั้งที่ต้องท้าดวลใหม่หลายรอบเพื่อลองผิดลองถูกจนกว่าจะหาทางคว้าชัยในแบบฉบับของตัวเองให้ได้ และความรู้สึกที่ปราบบอสลงได้นั้น ก็เป็นความรู้สึกที่สุขใจไม่แพ้กับการ Issen ใส่ศัตรูได้เลย
ยิ่งตัวเกมมีโหมด Boss Rematch ให้กลับไปต่อสู้กับบอสที่เคยประมือแล้วซ้ำ ๆ ก็ช่วยพัฒนาเพลงดาบของเราให้เฉียบคมขึ้นไปด้วย เราสามารถฝึกฝนจังหวะการปัดป้องหรือ Issen ให้แม่นยำขึ้น หรือแค่อยากหวดบอสตัวโปรดอีกครั้งก็ทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องวนเล่นเนื้อเรื่องหรือโหลดเซฟเกมไปมาให้ปวดหัว ถือเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์คนที่อยากพัฒนาฝีมือตัวเองได้ตรงจุดจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าศัตรู รวมไปถึงมินิบอสและบอสหลายตัวในเกมนี้ ถูกหยิบยกมาให้ต่อสู้ซ้ำ ๆ ค่อนข้างเยอะ ศัตรูบางตัวอาจคนละชื่อแต่มูฟเซ็ตท่าทางโจมตีก็คล้ายกัน ทำให้หลายช่วงเริ่มรู้สึกเบื่อไม่น้อย อยากให้ศัตรูมีความหลากหลายมากกว่านี้อีกสักหน่อย เพราะคุณภาพของศัตรูที่มีอยู่แล้วก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมน่าประทับใจ ขาดเพียงความหลากหลายเท่านั้น
โลกกึ่งเปิดและภารกิจเสริมตามรายทาง
นอกจากกลไกด้านการต่อสู้แล้ว Onimusha: Way of the Sword ยังมีเรื่องของการสำรวจให้พูดถึงด้วยเช่นกัน เพราะตัวเกมมีโครงสร้างแผนที่เป็นแนวกึ่งโลกเปิด ไม่ได้เป็นพื้นที่ปิดวิ่งไปข้างหน้าตามเนื้อเรื่องอย่างเดียว ต้องเดินทางไปมาเพื่อสำรวจแผนที่ต่าง ๆ ที่ในบางครั้งช่วงแรกจะยังไปไม่ได้ ต้องย้อนกลับมาสำรวจเพิ่มเติมหลังจากปลดล็อกพลังใหม่แล้ว รวมถึงแผนที่ใหญ่อย่างเมืองเกียวโตที่ยิ่งเล่นก็จะยิ่งปลดล็อกให้สำรวจได้กว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากว่ากันตามตรง คงต้องบอกว่าช่วงแรกที่ได้ออกสำรวจแผนที่กรุงเกียวโต รู้สึกว้าวดีทีเดียว เพราะมีพื้นที่ให้วิ่งสำรวจกว้างกว่าที่คาดคิดไว้ มีซอกซอยหลบมุมให้ค้นหาของสะสมหรือไอเทมลับอยู่เรื่อย ๆ ทำให้รู้สึกอยากออกไปเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมของเมือง
ปัญหาคือ พอเล่นไปนานเข้า พื้นที่เปิดที่ค่อย ๆ ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มให้ความรู้สึกจำเจมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งรูปแบบการสำรวจที่ไม่ค่อยแตกต่างจากพื้นที่ก่อนหน้ามากนัก รวมถึงการวิ่งไปมาระหว่างจุดต่าง ๆ ก็ค่อนข้างเสียเวลามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมที่พื้นที่เปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ แต่รูปแบบกิจกรรมในพื้นที่นั้นแทบไม่ได้เพิ่มความหลากหลายตามไปด้วย ภารกิจเสริมเองก็เป็นแพตเทิร์นที่แทบจะซ้ำกัน เวลาเปิดพื้นที่ใหม่ได้ก็จะมี NPC ชุดใหม่ออกมาให้เควสต์เสริมใหม่ แต่เควสต์ในแต่ละเซตก็แทบจะมีโครงสร้างเดียวกัน เช่น ออกไปปราบปีศาจตามจุดที่มีข่าวลือ หรือรับเควสต์ในเมืองเกียวโตเพื่อออกกำจัดศัตรูตามแผนที่อื่นด้วยการยิงธนูจากระยะไกลเพื่อฝึกฝนฝีมือ เป็นต้น เควสต์ที่เป็นแพตเทิร์นแบบนี้ปรากฏซ้ำไปจนถึงกาาเปิดพื้นที่สุดท้ายของเกม ถ้าเล่นแบบเก็บละเอียดทั้งหมด ก็ส่งผลให้เกมยืดยาวเกินความจำเป็นไปมากพอสมควร
ยังดีที่อย่างน้อยเรายังสามารถวาร์ปไปมาได้ ทำให้การวิ่งสำรวจออกไปส่งเควสต์ไม่ลำบากเกินไป และยังดีที่ภารกิจเสริมบางส่วนยังมีเรื่องราวเฉพาะตัวที่ขยายมุมมองต่อโลกของเกมได้ดีอยู่บ้าง รวมถึงของรางวัลที่ได้มาก็นำไปพัฒนาตัวละครได้อยู่ จึงยังพอมีจุดที่เป็นแรงจูงใจมาช่วยประคับประคองความเบื่อในการสำรวจและเดินเควสต์รอง โดยเฉพาะสำหรับผู้เล่นที่เป็นสายเก็บทุกอย่างในเกมให้ไม่เสียอรรถรสจนเกินไป
ระบบอัปเกรดตัวละครที่หากลุ่มลึกกว่านี้คงจะดีเลิศ
ในส่วนของระบบอัปเกรดพัฒนาตัวละครของเกมนี้ ต้องบอกตามตรงว่าให้ความรู้สึกติดขัดอยู่เล็กน้อย บางครั้งเราสามารถอัปเกรดดาบ ชุด หรือ Oni Gauntlet ได้พร้อมกันหลายระดับในครั้งเดียว เพราะบังเอิญมีวัตถุดิบและแต้มครบพอดี แต่บางครั้งกลับต้องเล่นไปไกลพอสมควร หรือต้องเอาแต้มไปแลกวัตถุดิบเฉพาะทางก่อนถึงจะสามารถอัปเกรดได้
ระบบการอัปเกรดตัวละครของเกมนี้ไม่ได้ถึงขั้นเลวร้าย เพราะโดยรวมแล้วยังใช้งานได้และให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนเมื่ออัปเกรดสำเร็จ ค่าพลังที่เพิ่มขึ้นรู้สึกได้จริงในการต่อสู้ แต่จังหวะในการนำเสนอความคืบหน้าตรงนี้น่าจะทำออกมาให้ดีกว่านี้ได้อีก เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกถึงการเติบโตของตัวละครอย่างต่อเนื่องมากขึ้น
อีกจุดหนึ่งที่หากยกระดับสักหน่อยน่าจะมีมิติกว่านี้คือระบบอัปเกรดสกิลต่าง ๆ เพราะเท่าที่สัมผัสมาตลอดทั้งเกม ส่วนใหญ่การอัปสกิลแต่ละอันจะออกมาในรูปแบบ "อัปแล้วท่าแรงขึ้น" หรือบางอันก็ "เปิดประตูเร็วขึ้น" มีบางส่วนที่อาจมีลูกเล่นมากขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนกลไกหลักไปอย่างชัดเจน ส่วนตัวแล้วอยากได้ลูกเล่นใหม่ ๆ มากกว่านี้ เช่น ต่อยอดเป็นคอมโบใหม่ไปเลย จากปกติตีเบาได้ 3 ครั้ง กลายเป็นมีคอมโบท่าตีเบาใหม่เพิ่มขึ้น หรือผสมทักษะของสายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นความต้องการส่วนตัวของผู้เขียนที่มองว่าหากต่อยอดได้น่าจะดีไม่น้อย
จุดขัดใจเล็กน้อยเรื่องมุมกล้อง
หลังจากชื่นชมมาเยอะ ก็ขอบ่นอีกสักนิด หนึ่งในจุดที่ขัดใจอยู่บ้างในบางจังหวะคือเรื่องของมุมกล้อง โดยเฉพาะเวลาต่อสู้ในพื้นที่แคบ ๆ อย่างภายในอาคารหรือทางเดินแคบ ๆ บางจังหวะมุมกล้องขยับเข้าใกล้ตัวละครมากเกินไปจนพาเวียนหัวไม่น้อย แถมบางครั้งยังทำให้มองไม่เห็นการโจมตีของศัตรู เล่นเอาตัวผู้เชียนเสียหลักไปด้วย
หรือบางครั้งระบบล็อกเป้าตัวศัตรูก็ทำงานแปลก ๆ กำลังจะประมือกับศัตรูตัวที่อยู่ตรงหน้า แต่พอกดล็อกเป้าปุ๊บ มุมกล้องดันเหวี่ยงหน้าไปล็อกตัวอื่นแทน จังหวะที่ศัตรูมีจำนวนน้อยไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าเจอศัตรูเยอะ ๆ ก็เล่นเอาปวดหัวได้ไม่น้อยเช่นกัน หากปรับปรุงระบบมุมกล้องให้ดีขึ้นอีกสักหน่อยน่าจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ประสิทธิภาพบน Nintendo Switch 2
Onimusha: Way of the Sword บน Nintendo Switch 2 มาพร้อมความละเอียด 1080p เมื่อเสียบ Dock และ 900p เมื่อเล่นในโหมดพกพา โดยเฟรมเรตจะล็อกไว้ที่ 30fps เป็นค่าเริ่มต้น แต่สามารถตั้งค่าปลดล็อกให้ภาพลื่นขึ้นในช่วงประมาณ 30 - 40fps ได้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นตัวพิจารณาหลักว่าท่านผู้อ่านสามาาถเล่นเกมด้วยภาพไม่ถึง 60fps ไหวหรือไม่ หากรู้สึกว่าเล่นไม่ไหวจริง ๆ ก็แนะนำให้เล่นบนเครื่องอื่นดีกว่า แต่หากรับได้กับการเล่นเกมแอ็กชันด้วยภาพ 30fps ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
การเล่นบน Nintendo Switch 2 ทำประสิทธิภาพได้ดีทั้งเมื่อเสียบ Dock และในโหมดพกพา ตัวเกมรันได้อย่างเสถียรที่ 30fps หรือหากเปิดโหมดภาพลื่นก็จะแกว่งอยู่ในช่วง 30 - 40fps โดยช่วงที่วัตถุตามฉากมีน้อยจะรู้สึกลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนที่น่าประทับใจเป็นพิเศษคือโหมดพกพาที่ทำได้ดีเกินคาด แสงเงาและบรรยากาศโดยรวมยังคงดูดีไม่ต่างจากตอนเสียบ Dock มากนัก และยังสามารถปรับขนาดตัวอักษรในเมนูเกมให้ใหญ่ขึ้นได้ด้วย
โหมดพกพายังรองรับการสัมผัสหน้าจอในเมนูต่าง ๆ และมีฟีเจอร์ Motion Control ให้เล่นเป็นทางเลือกเสริม โดยการสะบัด Joy-Con แนวนอนจะออกท่าโจมตีเบา สะบัดแนวตั้งจะออกท่าโจมตีหนัก และขยับ Joy-Con ระหว่างยิงธนูเพื่อเล็งเป้าตามการเคลื่อนไหวของมือได้ ระบบ Motion Control ที่เกมนี้ให้มาไม่ได้มีอะไรที่หวือหวาเป็นพิเศษ แต่ก็ถือเป็นลูกเล่นเสริมที่สนุกดีเวลาอยากเปลี่ยนบรรยากาศการเล่น หรืออยากลองสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างจากการกดปุ่มปกติดูบ้าง
ข้อสังเกตหลักของเกมนี้บน Nintendo Switch 2 คือคุณภาพเส้นผมของตัวละครที่ลดลงชัดเจนกว่าจุดอื่นของเกมเมื่อเทียบกับเวอร์ชันเครื่องอื่น ถือเป็นจุดที่สะดุดตาที่สุด แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อเกมการเล่นโดยตรง แต่ก็อาจขัดตาขัดใจเราอยู่บ้าง โดยรวมแล้ว Onimusha: Way of the Sword บน Nintendo Switch 2 ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดคิดไว้มาก
ประตูบานใหม่สู่ Onimusha
สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสเกมตระกูล Onimusha มาก่อนเลย ต้องชื่นชมว่าเกมภาคนี้ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกที่เปิดรับแฟนเกมหน้าใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ระบบต่อสู้ที่มีความลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย ตั้งแต่ท่าสุดเท่อย่าง Issen ไปจนถึงระบบดูดวิญญาณและอาวุธพิเศษ ทุกอย่างล้วนถูกคิดและออกแบบมาให้เสริมกันได้อย่างลงตัว เนื้อเรื่องหลักมีความน่าติดตาม การหวดบอสเต็มไปด้วยความมันส์ถึงใจ ฉากและดีไซน์ต่าง ๆ ในเกมมีเอกลักษณ์สวยงาม ไปจนถึงการแสดงสีหน้าของตัวละครที่ทำออกมาได้ดี รวมกันกลายเป็นประสบการณ์ที่โดนใจและเพลิดเพลินมาก
แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีจุดสะดุดอยู่บ้าง ทั้งเรื่องจังหวะการยืดเนื้อหาความยาวของเกมด้วยการสำรวจพื้นที่และภารกิจรองบางส่วนที่ซ้ำซากจำเจ ศัตรูทั้งมินิบอสและบอสที่ใช้ซ้ำเยอะไปหน่อย ไปจนถึงระบบการอัปเกรดและมุมกล้องที่ยังปรับปรุงให้ดีกว่านี้ได้อีกนิด แต่จุดเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ภาพรวมของเกมเสียอรรถรสจนเกินไป เพราะแกนหลักของเกมทั้งระบบต่อสู้และบอสไฟต์นั้นแข็งแกร่งพอที่จะกลบข้อด้อยเหล่านี้ได้อยู่หมัด
Onimusha: Way of the Sword คืออีกหนึ่งเกมแอ็กชันแห่งปี 2026 ที่น่าประทับใจอย่างมาก และเป็นหนึ่งในเกมที่ควรค่าแก่การจับตามองเป็นอันดับต้น ๆ ของปีนี้
Onimusha: Way of the Sword
เกมนี้จะพาผู้เล่นไปติดตามเรื่องราวของตัวเอกนามว่า "มิยาโมโตะ มุซาชิ" นักดาบในตำนานของญี่ปุ่น ผู้ได้รับพลังของ Oni และต้องเผชิญหน้ากับเหล่า Genma ปีศาจแปลกประหลาดที่อาละวาดอยู่ในเมืองเกียวโตช่วงต้นยุคเอโดะ พร้อมนำเสนอการแอ็กชันด้วยดาบที่จะส่งมอบประสบการณ์ขั้นสุดยอดให้แก่ผู้เล่น
Release Date
4 ก.ย. 2026
Game's On
8.5
ข้อดี
ระบบต่อสู้ที่เน้นจังหวะการปัดป้อง สะท้อนและการสวนกลับด้วยท่า Issen ที่เฉียบคม ให้ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจอย่างมาก
บอสไฟต์ออกแบบมาได้ดุดันและน่าจดจำ
คัตซีนและแอนิเมชันของตัวละครทำออกมาดีเกินเบอร์มาก โดยเฉพาะสีหน้าและท่าทางต่าง ๆ ของ Musashi ที่โคตรมีเสน่ห์
เนื้อเรื่องผสมกลิ่นอายของความแอ็กชันเข้ากับความตลกและสยองขวัญนิด ๆ ได้อย่างลงตัว
RE Engine ยังคงทำงานได้อย่างน่าประทับใจบน Nintendo Switch 2
ข้อสังเกต
ศัตรูและบอสซ้ำ ๆ เยอะ
จังหวะเกมบางช่วงรู้สึกยืดยาดไปบ้าง มีการวิ่งไปมาระหว่าง NPC หลายรอบโดยที่ไม่มีการต่อสู้จริงจัง
บางจังหวะที่มุมกล้องพาชวนมึนหัวเพราะเข้าใกล้ตัวละครเกินไป
คุณภาพเส้นผมของตัวละครบน Nintendo Switch 2 ค่อนข้างโดนลดคุณภาพอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นจุดที่สะดุดตาอยู่มากพอสมควร
Game's On
The best community experience, with best support for creator
Sign In



