Games On

Home

Review

รีวิว Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name

รีวิว Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name

บทความรีวิวเกม Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name กับการหวนคืนสู่เรื่องราวของ Kazuma Kiryu ในภาค Spin-off ที่เสริมเรื่องราวที่ขาดหายไปจากภาคหลัก และปูทางสู่ภาคต่อไปได้อย่างซึ้งกินใจจนน้ำตาลูกผู้ชายต้องหลั่งริน

24 พ.ย. 2023·4 min read

แม้เกมตระกูล Yakuza จะถูกเปลี่ยนไปใช้ชื่อ Like a Dragon และเปลี่ยนแนวทางของ “เกมภาคหลัก” ไปสู่แนวเทิร์นเบส พร้อมนำเสนอพระเอกคนใหม่อย่าง Ichiban Kazuga ใน Yakuza: Like a Dragon แต่หากกล่าวถึงชื่อของตัวละครเอกอย่าง Kazuma Kiryu ผู้คนก็มักจะนึกถึงเรื่องราวสุดดราม่าที่เดินทางผ่านกาลเวลาด้วยการออกหมัดซัดหน้าแบบลูกผู้ชายในสไตล์ของเกมแอ็กชัน Beat ’em Up ที่ดุเดือดถึงใจ และเป็นผู้ที่อยู่คู่บุญคู่จักรวาลเกม Yakuza มาเนิ่นนานกว่า 18 ปี จนกลายเป็นที่รักของแฟนเกมไปโดยปริยาย

ㅤซึ่งภาคหลักภาคต่อไปใช้ชื่อว่า Like a Dragon: Infinite Wealth เตรียมปล่อยออกมาให้เล่นในวันที่ 26 มกราคม 2024 ทว่าในระหว่างที่แฟนเกมกำลังรอคอยภาคหลักภาคต่อไปกันอยู่ ทาง SEGA และ Ryu Ga Gotoku Studio ก็ได้ส่งเกมภาค Spin-off อย่าง Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name ออกมาคั่นเวลาให้แฟนเกมได้หายคิดถึงกันเสียก่อน 

ㅤและหลังจากที่ตัวผู้เขียนได้ใช้เวลาดื่มด่ำกับ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name ไปกว่า 25 ชั่วโมง ก็สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า “นี่มันยิ่งกว่าภาค Spin-off ธรรมดาเสียอีก” เพราะนี่คือการหวนคืนสู่เรื่องราวของ Kazuma Kiryu หลังจาก Yakuza 6: The Song of Life และเสริมเรื่องราวบางส่วนที่ขาดหายไปจาก Yakuza: Like a Dragon พร้อมทั้งเป็นตัวเชื่อมและปูทางสู่ Like a Dragon: Infinite Wealth ที่ซึ้งกินใจจนน้ำตาลูกผู้ชายต้องหลั่งริน 

Story • เนื้อเรื่อง 

สำหรับ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name เป็นเรื่องราวของ Kazuma Kiryu หลังจากเรื่องราวในภาค Yakuza 6: The Song of Life เนื้อเรื่องในภาคนี้จะกล่าวถึง Kazuma Kiryu ที่จงใจทำให้เหมือนกับว่าตัวเองนั้นตายจากโลกนี้ไปแล้ว การกระทำนี้เกิดขึ้นเพราะ Kiryu ต้องการจะปกป้องเหล่าผู้คนที่เขารัก

Kiryu ร่วมมือกับองค์กรที่เรียกตัวเองว่า Daidoji เพื่อปกปิดเรื่องที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาต้องใช้ชีวิตอย่างลับ ๆ ใน ที่พักของ Daidoji ณ สถานที่แห่งนี้ เขารู้สึกอ่อนล้าเพลียแรงจากความโดดเดี่ยว ทว่าวันหนึ่ง Kiryu ก็ได้รับโอกาสให้ออกปฏิบัติภารกิจในฐานะเจ้าหน้าที่ลับของ Daidoji องค์กรในเงามืดที่คอยช่วยเหลือฝ่ายรัฐบาลจัดการเรื่องต่าง ๆ

ทว่าการออกปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ได้นำพา Kiryu เข้าไปพัวพันกับเรื่องราวสุดอลหม่านเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ เมื่อจู่ ๆ ก็มีเหล่ายากูซ่าออกมาสร้างความวุ่นวายในระหว่างการปฏิบัติภารกิจลับของ Daidoji นำไปสู่เรื่องราวการไล่ลาตามหาตัว Kazuma Kiryu ตามคำสั่งของใครบางคนที่ไม่เชื่อว่า Kiryu ได้ตายไปแล้ว ถึงกระนั้น Kiryu ก็ยังคงยืนกรานเสียงแข็งว่าตัวเขาหาใช่ Kazuma Kiryu แต่เป็นชายนามว่า Joryu ต่างหาก 

เมื่อ Kiryu ไม่ยอมฟังคำขอร้องของเหล่ายากูซ่า Hanawa เจ้าหน้าที่ของ Daidoji ผู้เป็นเสมือนหัวหน้าและคนใกล้ชิดของ Kiryu ก็ถูกจับไปเป็นตัวประกัน การเดินทางเพื่อช่วยเหลือ Hanawa และการเดินทางเพื่อตามหาความจริงของ Kazuma Kiryu ในนามแฝงว่า Joryu จึงได้เริ่มต้นขึ้น

นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name ได้นำเสนอเรื่องราวสุดดราม่าน่าติดตามในแบบฉบับของเกม Yakuza ออกมาให้แฟนเกมได้สัมผัส ยิ่งตอกย้ำว่า “ชั้นเชิงการเล่าเรื่อง” คือจุดเด่นของเกมตระกูล Yakuza อย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องหลักของเกมภาคนี้จะมีเนื้อหาที่สั้นกว่าเกม Yakuza หลาย ๆ ภาค (เนื้อเรื่องหลักมีเนื้อหาราว ๆ 10 - 12 ชั่วโมง) ทว่าเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “กำลังพอดี” มันไม่ยาว ไม่เวิ่นเว้อ ไม่มากความเกินความจำเป็นจนเกินไป เพียง 10 ชั่วโมงนิด ๆ ก็สามารถถ่ายทอดเนื้อหาหลักและส่งตรงอารมณ์ได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ

และหากคุณเป็นคนที่ติดตามเกมตระกูล Yakuza และผูกพันกับ Kazuma Kiryu มาอย่างยาวนาน ตัวผู้เขียนเชื่อได้อย่างสนิทใจเลยว่าในช่วงท้ายของ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name แฟนเกมตระกูล Yakuza จะต้องหลั่งน้ำตาให้กับเรื่องราวของ Kazuma Kiryu ที่เราติดตามมาเนิ่นนานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน 

ㅤอีกทั้งในฉากจบก็ตอบข้อสงสัยได้เป็นอย่างดีว่าเหตุใด Kazuma Kiryu ถึงได้ไปอยู่ที่ Hawaii ใน Like a Dragon: Infinite Wealth นี่จึงถือเป็นภาค Spin-off ที่เสริมเรื่องราวที่ขาดหายไปจากภาคหลัก และปูทางสู่ภาคหลักภาคต่อไปได้อย่างซึ้งกินใจ

Design • งานออกแบบ

งานออกแบบของ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name ทั้งในด้านงานภาพ งานเสียง การออกแบบฉาก การออกแบบระบบต่าง ๆ และอื่น ๆ ยังคงทำได้ตามมาตรฐานของเกมตระกูล Yakuza เป็นอย่างดี ทว่าจุดที่โดดเด่นขึ้นกว่าภาคก่อนคืองานภาพที่ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการจัดแสงเงาที่โทนสีของงานภาพออกไปทางเข้มขึ้น ให้ความรู้สึกจริงจัง ดูหมองหม่นเข้ากับเรื่องราวความโดดเดี่ยวที่ Kiryu ต้องเผชิญอยู่เป็นอย่างดี 

สำหรับการออกแบบแผนที่ของ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name ผู้เล่นจะได้ออกสำรวจพื้นที่กว้างของเกมอยู่หลัก ๆ สองแห่ง คือ Sotenbori และ Castle ซึ่งเป็นสองสถานที่หลักของเนื้อเรื่องภาคนี้ โดยย่าน Sotenbori เป็นย่านเริงรมย์ทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น เต็มไปด้วยแสงสีและสถานที่ผ่อนคลาย (มินิเกม) มากมาย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ภารกิจเนื้อเรื่องรองทั้งหลายดำเนินไปด้วย

ส่วน Castle เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ผู้เล่นจะมีโอกาสได้มาสำรวจเมื่อดำเนินเนื้อเรื่องหลัก สถานที่แห่งนี้เป็นดั่งคาสิโน ที่มีลานประลองการต่อสู้จัดโชว์ให้ผู้มาเยี่ยมเยียนได้ชมกัน ซึ่งรายละเอียดงานออกแบบฉากของทั้ง Sotenbori และ Castle มีสีสันที่ฉูดฉาด รายละเอียดของฉากเองก็มีรายละเอียดที่แน่นและสวยงามตระการตาอยู่พอสมควร

ถึงแม้แผนที่จะไม่ใช่แบบ Open-World เป็นเพียงแค่การสำรวจในพื้นที่ขนาดเล็กค่อนกลาง แต่เพราะรายละเอียดของฉากที่สูง รวมถึงกิจกรรมที่มีหลากหลาย ทำให้ตึกในย่าน Sotenbori มีรายละเอียดที่สูงและผู้เล่นสามารถเข้าไปทำกิจกรรมได้เยอะมาก ทำให้แม้จะรู้ตัวตลอดการเล่นว่าเราสำรวจอยู่แค่ในสถานที่จำกัด แต่ตัวผู้เขียนก็ไม่รู้สึกเบื่อเลย

ส่วนงานออกแบบทางด้านเพลงและเสียงประกอบ ยังคงมาตรฐานตามแบบฉบับของเกมตระกูล Yakuza ไว้ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเพลงประกอบสุดเร้าใจการปะทะบอสแบบสุดตึง หรือจะเพลงสุดซึ้งกินใจในซีนกระฉากอารมณ์พาดราม่าน้ำตาแตก ทุกเพลงถูกนำเสนอออกมาในจังหวะที่พอเหมาะพอควรและลงตัว เป็นส่วนเสริมที่ทำให้การเล่าเรื่องราวเข้าถึงอารมณ์ได้ดีกว่าเดิม

ㅤแน่นอนว่าภาพรวมในด้านงานออกแบบหลาย ๆ ส่วน ยังคงทำได้ตามมาตรฐานของเกมตระกูล Yakuza และมีบางส่วนที่โดดเด่นขึ้นมาบ้าง ทว่าหากคุณเป็นแฟนเกม Yakuza ที่เล่นเกมตระกูลนี้มาอย่างยาวนาน ก็คงหลีกเลี่ยงความซ้ำซากจำเจไม่ได้ เพราะไอเดียในงานออกแบบแทบทั้งหมดของเกมไม่ได้มีอะไรสดใหม่มากนัก หากใครมองหาอะไรใหม่ ๆ ก็อาจรู้สึกผิดหวัง ทว่าความซ้ำซากจำเจในเกมนี้ก็อาจไม่ใช่อะไรที่แย่มากนัก เพราะองค์ประกอบทั้งหมดทั้งมวลในเกมก็เหมือนกับการรวมเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นเกม Yakuza ออกมาได้เป็นอย่างดี

Gameplay • ระบบเกมการเล่น

อย่างที่กล่าวไปว่าเกมตระกูล Yakuza ได้ใช้ชื่อใหม่ในนาม Like a Dragon และเลือกที่จะเปลี่ยนแนวทางของเกมภาคหลักไปเป็นเกมแนวเทิร์นเบส RPG แบบเต็มตัว ทว่าความคลาสสิคในสไตล์ออกหมัดซัดหน้าแบบ Beat 'em up ของ Yakuza คือสิ่งที่แฟนเกมตระกูลนี้ยังคงชื่นชอบและใฝ่หาเสมอมา และใน Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name ก็ตอบโจทย์แฟนเกมที่อยากได้เกมแอ็กชันแบบเดิมอยู่พอดี

ㅤรูปแบบการต่อสู้ของ Kiryu ในเกมภาคนี้มีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือแบบ "เอเจนต์" (Agent Style) และ "โอริว" (Yakuza Style) เมื่อผู้เล่นปลดล็อกทักษะการต่อสู้ทั้ง 2 รูปแบบตามเนื้อเรื่องแล้ว ผู้เล่นจะสามารถกดสลับระหว่าง Agent Style และ Yakuza Style ได้ตลอดเวลา

สำหรับการต่อแบบ Agent Style เป็นทักษะการต่อสู้ที่เหล่าสายลับของกลุ่ม Daidoji ได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในงานรวบรวมข่าวกรองหรือการปฏิบัติภารกิจลับ โดดเด่นในด้านการจู่โจมที่รวดเร็ว พร้อมด้วย “Gadget” อุปกรณ์เสริมที่จะช่วยให้การต่อสู้ง่ายด่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยิงใยดึงศัตรู โดรนรบกวนศัตรู บุหรี่ระเบิด หรือรองเท้าติดไอพ่น ทั้งหมดนี้ต่างเป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้การต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากนั้นง่ายขึ้น

ส่วนการต่อสู้แบบ Yakuza Style เป็นทักษะการต่อสู้ในแบบฉบับของ Kiryu ตามฉายา “มังกรแห่งโดจิมะ" เป็นวิถีแห่งการต่อสู้ที่ทุ่มพลังในการเตะและต่อยอย่างเต็มเพื่อเข้าจัดการกับศัตรูที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังมี Charge Attacks เป็นการโจมตีอันทรงพลังซึ่งปล่อยออกมาโดยการกดปุ่มค้างไว้ เป็นวิธีการโจมตีที่สร้างความเสียหายให้กับศัตรูมากกว่าการโจมตีปกติ การต่อสู้ในรูปแบบนี้มักจะเหมาะกับการต่อกรกับศัตรูจำนวนน้อยหรือการต่อสู้แบบตัวต่อตัวกับบอส

ซึ่งการต่อสู้ทั้ง 2 สไตล์ ผู้เล่นสามารถเปิดโหมด Extreme Heat Mode ตามเกจพลัง Heat Gauge ที่มีได้ โดยการเปิดโหมดนี้จะเป็นการเพิ่มพลังของสไตล์การต่อสู้แต่ละแบบ และรีดประสิทธิภาพของคอมโบออกมาให้สูงที่สุด โดย Agent Style จะเป็นการเพิ่มท่าโจมตีวงกว้างใส่ศัตรูจำนวนมาก ส่วน Yakuza Style จะเป็นการออกหมัดชุดรัวใส่คู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้า

การสลับไปมาระหว่าง Agent Style และ Yakuza Style สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการกดปุ่มเดียว ทำให้การต่อสู้มีความคล่องตัวและต่อเนื่อง เจอศัตรูจำนวนมากก็ใช้ Agent Style จัดการเหล่าลูกน้องก่อน พอเหลือคนน้อย ๆ ก็เปลี่ยนเป็น Yakuza Style แล้วซัดกับคนที่เหลืออยู่แบบตึง ๆ หรือหากชอบ Style ใด Style หนึ่ง จะใช้รูปแบบนั้นสู้ไปยาว ๆ ก็ย่อมได้

ทว่าจุดสังเกตของระบบต่อสู้ในรูป Agent Style คือการกดใช้ Gadget ที่ยากเล็กน้อย เพราะการใช้ Gadget จะเป็นปุ่มเดียวกับการกดต่อยเตะธรรมดา เพียงแต่หากจะใช้ Gadget เราต้องกดค้างสักระยะหนึ่ง ซึ่งหลาย ๆ ครั้งตัวผู้เขียนตั้งใจจะกดใช้ Gadget แต่กลับกลายเป็นการออกหมัดต่อยธรรมดาแทน และบางครั้งในระหว่างที่กดปุ่มค้างเตรียมใช้ Gadget อยู่ก็ดันใช้ไม่ติดอย่างใจนึก ทำให้เสียจังหวะในการต่อสู้อยู่บ้างพอสมควร ต่างกับการควบคุมของ Yakuza Style ที่ทำได้ง่ายกว่า

ㅤนอกจากนี้การล็อกเป้าและมุมกล้องในระหว่างต่อสู้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ตัวผู้เขียนรู้สึกขัดใจอยู่ตลอดการเล่น แม้จะล็อกเป้าแล้วแต่การโจมตีก็มักจะพลาดเป้าอยู่บ่อยครั้ง จะว่าล็อกเป้าก็ไม่เชิงเพราะเป็นเหมือนการล็อกกล้องหันหน้าเข้าหาศัตรูมากกว่า ซึ่งระบบการล็อกเป้าทำให้มีปัญหาติดขัดในการควบคุมมุมกล้องในระหว่างต่อสู้ด้วย

ส่วนการอัปเกรดความสามารถของ Kiryu ในเกมภาคนี้ ผู้เล่นสามารถพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของ Kiryu ได้โดยใช้เงินและแต้ม Akame Point ซึ่งเป็นแต้มที่ได้จากการทำภารกิจเสริมของตัวละครสาวที่ชื่อ Akame 

ภารกิจรองแทบทั้งหมดเกมภาคนี้จะข้องเกี่ยวกับ Akame Network เครือข่ายข่าวกรองของ Akame สาวชุดแดงที่คอยให้การช่วยเหลือ Kiryu ในเกมภาคนี้ โดยจะมีทั้งการรับเควสต์จาก Akame โดยตรง เพื่อไปทำภารกิจที่มีเนื้อเรื่องแยกเป็นของตัวเองอีกที หรือจะเป็นการช่วยเหลือผู้คนข้างทางที่กำลังประสบปัญหาอยู่ก็ได้ ซึ่งการทำภารกิจส่วนใหญ่ก็เพื่อหาเงินและแต้ม Akame Point มาพัฒนาทักษะความสามารถของ Kiryu

อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อการออกแบบว่าความซ้ำซากจำเจคือสิ่งที่ผู้เล่นเกม Yakuza หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งภารกิจเสริมคือหนึ่งในความซ้ำซากจำเจที่มีให้ทำเยอะมาก หลายภารกิจเป็นภารกิจในรูปแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ การเล่าเรื่องก็เป็นไปในแบบเดิม ๆ การทำภารกิจก็แบบเดิม ๆ หรือจะเป็นการช่วยผู้คนข้างทางตามฉากก็มักจะเป็นรูปแบบเดิม ๆ แม้จะมีบางภารกิจรองที่เนื้อเรื่องน่าติดตามหรือมีอะไรที่มีสีสันเฮฮาแตกต่างจากเดิมไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อย โดยส่วนใหญ่ผู้เขียนคิดว่าภารกิจเสริมในเกมนี้ค่อนข้างน่าเบื่อ

แม้ระบบหลักของเกมอาจมีข้อสังเกตให้เห็นเยอะ ทว่าความสนุกที่ตัวผู้เขียนชื่นชอบอย่างถึงที่สุดใน Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name คือ “มินิเกม” มากมายที่สนุกจนต้องขอใช้คำว่า “โคตรของโคตรสนุก” เล่นจนลืมวันลืมคืนไปเลย เพราะตัวผู้เขียนใช้เวลาเล่นเนื้อเรื่องหลักราว ๆ 10 ชั่วโมงนิด ๆ ทว่าตอนที่เล่นจบ เซฟบันทึกเกมบ่งบอกเวลาว่าตัวผู้เขียนใช้เวลาเล่นไปแล้ว 30 ชั่วโมง หมายความว่าตัวผู้เขียนใช้เวลากับมินิเกมไปกว่า 20 ชั่วโมงเลยน่ะสิ!

มินิเกมของ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name มีให้เล่นมากมาย ทั้งร้องคาราโอเกะ, จีบสาวในบาร์, หมากรุกญี่ปุ่น, แทงสนุกเกอร์, ปาเป้า, ตีกอล์ฟ, เล่นเกมจากตู้เกม Arcade หรือเครื่องเกมเก่า, ตู้คีบตุ๊กตา และอื่น ๆ อีกมากมายที่พาเสียเวลาได้เป็นวัน ๆ

ซึ่งหนึ่งในมินิเกมที่ตัวผู้เขียนชอบที่สุดคือ Pocket Circuit (รถทามิย่า/รถแดช) เป็นมินิเกมที่เปิดโอกาสให้เหล่าเด็กหนวดได้ย้อนวันวาน นั่งแต่งรถ ลงแข่งประลองสนามใหม่ ๆ ชิงชัยสู่ความเป็นหนึ่ง ไปจนถึงการออกแบบสนามแข่งเองได้ แค่มินิเกม Pocket Circuit นี้อย่างเดียวก็ทำให้ผู้เขียนใช้เวลาไปกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว 

Performance • ประสิทธิภาพ

สำหรับ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name ตัวผู้เขียนเล่นเกมนี้บน PC โดยปรับภาพความละเอียดอยู่ที่ 2560 x 1440 ตั้งค่าล็อกเฟรมเรตไว้ที่ 60 fps และปรับตั้งค่ากราฟิกในระดับ High ซึ่งตลอดการเล่นตัวผู้เขียนไม่พบปัญหาเฟรมเรตดรอป เกมล่ม หรือบั๊กใด ๆ เลย นับว่าตัวเกมมีประสิทธิภาพที่ดีมาก

ทว่ามีส่วนหนึ่งของฉากคัตซีนที่ตัวผู้เขียนรู้สึกว่าจู่ ๆ ฉากดังกล่าว งานภาพ แสงเงา โมเดลตัวละคร หรือองค์ประกอบภาพโดยรวมดูดรอปลงไปมากพอสมควร ทั้งรายละเอียดพื้นผิวของโมเดลที่ดรอบลงและความสวยงามของภาพดูแตกต่างจากฉากอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะตัวเกมตั้งใจออกแบบฉากดังกล่าวให้เป็นแบบนี้ (หน้าตัวละครดูลอย ๆ) หรือเป็นปัญหาที่ประสิทธิภาพของตัวเกมกันแน่ ทว่าสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงใกล้จบเกมเท่านั้น ไม่ได้มีปัญหาต่อประสบการณ์การเล่นเกมแต่อย่างใด 

Summarize • สรุป

Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name คือเกมภาค Spin-off ของ Kazuma Kiryu ในรูปแบบ Beat ‘um Up ที่ยังคงมาตรฐานในหลาย ๆ ส่วนไว้ได้ดีตามแบบฉบับของเกม Yakuza แม้เนื้อหาอาจจะสั้นกว่าเกมภาคอื่น ๆ หรือเกมเพลย์ในด้านระบบต่อสู้ยังมีหลายส่วนที่ติดขัด ทั้งการกดใช้ Gadget ที่ยุ่งยาก การล็อกเป้าที่เหมือนไม่ล็อก หรือจะเป็นปัญหาความซ้ำซากจำเจทั้งทางด้านงานออกแบบในหลาย ๆ ส่วน ไปจนถึงภารกิจรองที่แสนน่าเบื่อมากมาย ทว่ามินิเกมทั้งหลายเป็นอีกส่วนที่เสริมสร้างประสบการณ์ความสนุกในการเล่นเกมนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งชั้นเชิงของการเล่าเรื่องที่เติมเต็มเนื้อหาที่ขาดไปในภาคเก่า พร้อมกับการปูทางให้ได้รู้เหตุผลที่เชื่อมโยงไปถึงภาคหลักภาคต่อไปก็ทำออกมาได้ดีมากจนน่าประทับใจ ถือเป็นเกมภาค Spin-off ที่แฟนเกมตระกูล Yakuza ผู้ผูกพันกับ Kazuma Kiryu ทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name
PCPlayStation 4Xbox Series X/S

Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name

เกมแอ็กชันผจญภัยสไตล์ Beat’em Up ที่เป็นภาค Spin-off ของเกมซีรีส์ Like a Dragon ตัวเกมจะเพ่งความสนใจไปที่ Kazuma Kiryu ผู้ที่ออกเดินทางไปยังโอซาก้าและโยโกฮาม่าโดยปิดบังตัวตนของตัวเองไว้ เนื้อเรื่องของตัวเกมจะอยู่ระหว่างภาค Yakuza 6: The Song of Life, Yakuza: Lika a Dragon และ Like a Dragon: Infinite Wealth โดยผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Kiryu ออกสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ และคอยจัดการกับปัญหาและทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

Release Date

9 พ.ย. 2023


8.25

Story

9

Design

7

Gameplay

7

Performance

10

Zabbid

Hello Gamer ! It's time to play.

Game's On

The best community experience, with best support for creator

Sign In