Join the Game's on Community!
Join the Game's on Community!
ชวนฟังเพลงจากเกมที่ทีมงาน Game’s On ชื่นชอบ
เพลงโปรดจากวิดีโอเกมที่ทีมงาน Game's On ชื่นชอบ และอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้ลองฟังเพลงจากเกม Nier: Automata, Persona 5, Final Fantasy 7 Remake, Final Fantasy 14, Final Fantasy 15, League of Legends และ Honkai: Star Rail
เกมเพลย์ที่สนุกสนาน เนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยม ภูมิหลังที่น่าค้นหา งานออกแบบดีไซน์ที่สวยงาม ต่างเป็นองค์ประกอบภายในวิดีโอเกมที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน นำพาผู้เล่นดำดิ่งเข้าสู่โลกของเกม ผูกโยงสายสัมพันธ์ระหว่างเกมและผู้เล่นเข้าไว้ด้วยกัน และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้องค์ประกอบอื่น ๆ จนถึงขั้นอาจเป็นจุดเด่นหรือสร้างกระแสให้ผู้คนกล่าวถึงแพร่หลายในวงกว้าง สิ่งนั้นคือ “เพลง” ที่อาจเป็นส่วนประกอบของเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมา อาจเป็นส่วนหลักในระบบเกมการเล่น อาจเป็นลูกเล่นเล็ก ๆ เพื่อความเพลิดเพลินในตัวเกม หรืออาจเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดก็ตามแต่ ต่างล้วนเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนสนใจในตัวเกมได้เช่นกัน
และในวันนี้พวกเรา Game’s On จะขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่าน มาฟังเพลงจากเกมที่ทีมงานชื่นชอบ โดยเพลงที่ลิสต์รายชื่อมาจะมีทั้งเพลงประกอบภายในเกมโดยตรง เพลงประกอบแอนิเมชันเปิดตัวเกม เพลงเปิดตัวหรือเพลงปิดช่วงฉากจบของเกม หรืออาจเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับเกมโดยทางอ้อม
Weight of the World
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: Zabbid
หากจะกล่าวว่า Nier: Automata เป็นดั่งอีกหนึ่ง “เพชรเม็ดงาม” ของวงการเกม ก็คงหาใช่คำกล่าวที่เกินเลยแต่อย่างใด ด้วยองค์ประกอบของระบบเกมการเล่นที่แสนสนุกเพลิดเพลิน ผนวกเข้ากับการนำเสนอทางด้านงานศิลป์ที่เลิศล้ำ ไม่ว่าจะการสร้างสรรค์ภูมิหลังของโลกภายในเกม สู่การถ่ายทอดเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง หลอมรวมเข้ากับงานออกแบบดีไซน์ทั้งตัวละคร ศัตรู และฉากหลังที่น่าดึงดูด ต่างเป็นส่วนที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน นำพาให้ผู้เล่นหลงใหลจมดิ่งเข้าสู่โลกของ Nier: Automata ไปโดยปริยาย
และอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกมนี้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาได้อย่างกลมกล่อม เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หากกล่าวถึงเกมนี้ ผู้คนก็มักจะหยิบยกมาบอกเล่าและพูดถึงกันอยู่เป็นประจำ สิ่งนั้นคือ “เพลงประกอบ” ที่เป็นเอกลักษณ์ยากจะหาเกมไหนมาเปรียบ เหตุเพราะเพลงประกอบโดยส่วนใหญ่ภายในเกม Nier: Automata ถูกรังสรรค์ด้วยคำร้องที่ “ฟังไม่เข้าใจ” แต่คุณภาพการอัดเสียงนั้นเข้าขั้นชั้นเลิศ และบทเพลงต่าง ๆ ก็บรรเลงออกมาได้อารมณ์เข้าถึงเรื่องราวและบรรยากาศภายในเกมยิ่งกว่าเพลงใด ๆ เป็นดั่งท่วงทำนองที่นำพาผู้เล่นไปสัมผัสบรรยากาศที่แท้จริงของโลกภายใน Nier: Automata
เพลงประกอบเกือบทั้งหมดของ Nier: Automata อาจให้ความรู้สึกที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เหตุเพราะภาษาที่ถูกถ่ายทอดในบทเพลงต่าง ๆ นั้น เป็นภาษาที่ทางนักร้องอย่างคุณ Emi Evans และนักแต่งเพลงอย่างคุณ Keiichi Okabe คิดค้นกันขึ้นมา ซึ่งพวกเขาเรียกภาษานี้ว่า Chaos เกิดจากการรวมภาษาหลาย ๆ ภาษาเข้าด้วยกัน (ภาษาญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ลาติน ฮังการี และเวลส์) คำในภาษานี้ไม่มีความหมายแต่อย่างใด แต่กลับถ่ายทอดอารมณ์และทำให้ผู้เล่นรู้สึกถึงบรรยากาศภายในเกมจากบทเพลงที่ถูกหยิบยกมาใส่ในแต่ละฉากได้อย่างไพเราะเสนาะหู
เพลงประกอบของบอสทุกตัว เสียงบรรเลงของเมืองทุกแห่ง การปะทะกับศัตรูหรือพบพานกับตัวละครต่าง ๆ ในทุกหน ต่างอบอวลไปด้วยเพลงประกอบที่ใส่เข้ามาได้ลงตัวเกินกว่าจะหาเพลงใด ๆ มาทดแทนได้ และเมื่อตัวผู้เขียนเล่น Nier: Automata จบโดยสมบูรณ์ ก็ยังคงมีเพลงหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจตัวผู้เขียน เป็นเพลงที่ได้ฟังครั้งแรกก็กลายเป็นท่วงทำนองที่ชื่นชอบ และยังคงเปิดฟังอยู่เป็นประจำเรื่อยมาตลอดหลายปีนี้ เพลงนี้มีชื่อว่า Weight of the World เป็นเพลงประกอบแบบมีคำร้องที่มีหลายเวอร์ชัน ตั้งแต่เวอร์ชันภาษา Chaos ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ สู่บทเพลงในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น ที่แต่ละเวอร์ชันถูกถ่ายทอดออกมาให้เราได้เข้าใจความหมายของบทเพลงและบทสรุปของเรื่องราวอย่างแท้จริง เป็นหนึ่งในเพลงจากวิดีโอเกมที่ตัวผู้เขียนอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านได้ลองหามาฟังกันสักครั้ง
ทว่าไม่ใช่แค่เพลง Weight of the World เพลงเดียวที่ตัวผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านได้ฟัง แต่ทั้งอัลบั้มของเพลงประกอบจาก Nier: Automata ถือเป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงจากวิดีโอเกมที่ควรค่าแก่การฟังเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถฟังเพลงประกอบของเกม Nier: Automata ได้ที่ YouTube, Spotify
Life Will Change
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: Zabbid
เมื่อใดที่กล่าวถึงเกม RPG จากผู้พัฒนาสัญชาติญี่ปุ่นที่ควรค่าแก่การหามาเล่นสักครั้งในชีวิต เชื่อได้เลยว่าเกมเมอร์มือฉมังหลายท่านต้องหยิบยกเกมจากตระกูล Persona สักภาคใดภาคหนึ่ง มาแนะนำส่งต่อป้ายยาให้นักเล่นเกมท่านอื่น ๆ ลองหามาเล่นกันดูบ้าง
ซึ่ง Persona 5 เป็นหนึ่งในภาคที่ถือว่าประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ของคำวิจารณ์จากสื่อ ยอดขาย และเสียงตอบรับจากแฟนเกมที่ชื่นชอบกันอย่างล้นหลาม แถมยังการันตีความสุดยอดจากการที่ตัวเกมได้ร่วมเข้าชิงรางวัลในสาขาต่าง ๆ จากเวทีงาน The Game Awards โดยผลงานที่ Persona 5 ได้เข้าร่วมชิงรางวัลในเวทีงาน The Game Awards 2017 มีดังต่อไปนี้
• คว้ารางวัลในสาขาสุดยอดเกม RPG แห่งปี (Best Role-Playing Game)
• เข้าชิงรางวัลในสาขางานศิลป์สุดยอดเยี่ยม (Best Art Direction) เกมที่ได้รางวัลในสาขานี้คือ Cuphead
• เข้าชิงรางวัลในสาขาเพลงประกอบสุดยอดเยี่ยม (Best Score / Music) เกมที่ได้รางวัลในสาขานี้คือ NieR: Automata
• เข้าชิงรางวัลในสาขาสุดยอดเกมแห่งปี (Game of the Year) เกมที่ได้รางวัลในสาขานี้คือ The Legend of Zelda: Breath of the Wild
จะเห็นได้ว่าหนึ่งในสาขาที่ Persona 5 ได้เข้าร่วมชิงรางวัลคือสาขาเพลงประกอบสุดยอดเยี่ยม (Best Score / Music) ที่ถึงแม้จะชวดรางวัลให้แก่เกม Nier: Automata แต่ตัวผู้เขียนการันตีเลยว่าเพลงประกอบของ Persona 5 นั้นยอดเยี่ยมและสุดยอดในแบบฉบับของตัวเองไม่แพ้เกมใด ๆ เลย
เพลงประกอบของ Persona 5 มีเพลงฮิตที่ท่วงทำนองติดหูอยู่มากมาย เพลงทั้งหลายที่ถูกบรรเลงออกมาต่างสอดคล้องกับเรื่องราว บิลด์อารมณ์ให้ผู้เล่นเกิดความสนุก ความผ่อนคลาย ความระทึก รวมครบรสทุกอารมณ์ตลอดการเล่นเกม ซึ่งหนึ่งในเพลงที่ตัวผู้เขียนชอบมากที่สุดในเกม Persona 5 นั้นก็คือ Life Will Change เป็นเพลงฟังง่าย จังหวะสนุก เพลงนี้มีทั้งแบบเวอร์ชันเพลงบรรเลง และเวอร์ชันแบบมีคำร้องที่จะบรรเลงให้ได้ฟังยาว ๆ ในช่วงด่านท้าย ๆ ก่อนสู้กับบอสใหญ่ของเกม ตัวผู้เขียนชอบเวอร์ชันแบบมีคำร้องมากถึงขนาดที่มีติดรถยนต์ เปิดฟังทุกครั้งที่ขับรถออกไปธุระข้างนอก
หากผู้อ่านท่านไหนสนใจฟังเพลง Life Will Change ของเกม Persona 5 สามารถฟังเพลงได้ที่ เวอร์ชันมีคำร้อง, เวอร์ชันเพลงบรรเลง
One-Winged Angel - Rebirth
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: Zabbid
Final Fantasy จักรวาลเกมเรือธงจากทาง Square Enix ที่เกมเมอร์ทั่วโลกต่างเคยได้ยินหรือได้เห็นชื่อผ่านหูผ่านตากันมาบ้างอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ที่สานต่อตำนานต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ทศวรรษครึ่ง (ครบรอบ 36 ปีในปีนี้) เกมแต่ละภาคที่ถูกพัฒนาออกมา ต่างมีการปรับเปลี่ยนธีมเกมหรือบางภาคก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบเกมการเล่น และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังรับรู้ได้ว่านี่คือเกมจากจักรวาลไฟนอลแฟนตาซี ไม่ว่าจะเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม ตัวละคร บอส และฉากหลังที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์น่าหลงใหล มนต์อสูรที่ยิ่งใหญ่สวยงามสะกดทุกสายตา และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เมื่อพูดถึงเกมไฟนอลแฟนตาซี ก็คือ “เพลงประกอบ” สุดอลังการที่แสนไพเราะเสนาะหู เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่แฟนเกมใจจดใจจ่อรอฟังเพลงจากภาคใหม่ ๆ และย้อนกลับไปฟังเพลงจากภาคเก่า ๆ เสมอมา
หนึ่งในภาคที่ผู้คนทั่วโลกต่างรู้จักกันเป็นวงกว้าง คงหนีไม่พ้น Final Fantasy VII ที่โด่งดังถึงขนาดที่คนไม่เล่นเกมก็ยังเคยเห็นตัวละครผ่านตาตามสื่อต่าง ๆ เป็นเกมภาคที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยภาคนี้ถูกปล่อยให้เล่นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 บนเครื่อง PlayStation หนึ่งในเอกลักษณ์ของภาคนี้ที่ได้รับการยกย่องจากผู้คนในสมัยก่อน คือการที่ตัวเกมเปลี่ยนการนำเสนอมาเป็นรูปแบบโมเดลตัวละคร 3D พร้อมด้วยโมชันการเคลื่อนไหวของตัวละครตลอดทั้งเกม
Final Fantasy VII ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์ ยอดขาย และเสียงตอบรับจากผู้เล่น จนเกิดเป็นสื่อประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งภาพยนตร์แอนิเมชัน เกมภาคแยกย่อยต่าง ๆ ร่วมแจมในเกมอื่น ๆ มากมาย สานต่อเรื่องราวขยายจักรวาลจนก่อเกิดเป็นภาค Remake ที่เมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน E3 2015 ต่างเรียกเสียงฮือฮาอย่างถล่มทลายไปทั่วโลกออนไลน์ และเมื่อ FINAL FANTASY VII REMAKE ปล่อยให้เล่นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เมษายน 2020 ผู้คนก็ต่างประทับใจ เปิดตัวทำยอดขายในช่วง 3 วันแรกไปได้มากถึง 3.5 ล้านชุดทั่วโลก กลายเป็นเกมที่มียอดขายช่วงเปิดตัวสามวันแรกบนเครื่อง PlayStation 4 สูงที่สุด แซงหน้า Marvel's Spider-Man (3.3 ล้านชุด) และ God of War (3.1 ล้านชุด)
ซึ่งเมื่อกล่าวถึง Final Fantasy VII ใครหลายคนคงนึกถึงตัวละครต่าง ๆ ที่สุดแสนมีเอกลักษณ์น่าจดจำ และหนึ่งในตัวละครที่ใครหลายคนชื่นชอบมากที่สุดจากเกมภาคนี้ พูดถึงทีไรก็ต้องมีชื่อนี้โผล่ขึ้นมาในบทสนทนาเป็นประจำ คงมิวายเป็นชื่อของวายร้ายสุดเท่อย่าง Sephiroth ที่มาพร้อมเพลงประจำตัวสุดอลังการอย่าง One-Winged Angel เพลงบรรเลงขึ้นมาครั้งเดียวต่างทำให้ผู้เล่นรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของวายร้ายตนนี้
แน่นอนว่าเพลง One-Winged Angel มีมาแล้วหลายเวอร์ชัน ทั้งเวอร์ชันจากเกมต้นฉบับเมื่อปี 1997 เพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชัน FINAL FANTASY VII ADVENT CHILDREN แต่เวอร์ชันที่ตัวผู้เขียนชอบมากที่สุดคือบทเพลงในเวอร์ชันของเกม Remake ที่ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ให้มีความอลังการมากกว่าเดิม เสริมภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของ Sephiroth อีกทั้งตัวเพลงยังมีคุณภาพการอัดเสียงที่ล้ำเลิศยิ่งขึ้นกว่าเวอร์ชันก่อน ๆ จากเพลงโปรดที่ได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก ได้ฟังเวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่ปรับเปลี่ยนใหม่ตามยุคสมัย ก็ยิ่งชื่นชอบมากขึ้นไปอีก
หากผู้อ่านท่านไหนสนใจฟังเพลง One-Winged Angel - Rebirth ของเกม FINAL FANTASY VII REMAKE สามารถฟังได้ที่ YouTube, Spotify
Hollow
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: Zabbid
คงไม่ต้องกล่าวอะไรให้มากความถึงลำนำความเป็นมาของเกม Final Fantasy VII เพราะพึ่งกล่าวถึงไปในเนื้อหาบทความของเพลง One-Winged Angel - Rebirth ซึ่งนอกจากเพลงประจำตัว Sephiroth ที่ตัวผู้เขียนชื่นชอบแล้ว ในเกมเวอร์ชัน Remake ยังมีอีกหนึ่งเพลงที่ตัวผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุดอีกเพลงหนึ่งอยู่ด้วย เพลงนี้มีชื่อว่า Hollow เป็นเพลงประกอบฉากจบในช่วงขึ้นเครดิต ประพันธ์โดย Nobuo Uematsu และขับร้องโดย Yosh นักร้องนำวง Survive Said The Prophet
จังหวะการใส่เพลง Hollow มาในตอนจบของ Final Fantasy VII Remake เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่น่าจดจำ ตัวเพลงดึงอารมณ์ความเศร้า ความหนักหน่วง ความสงสัย ความกังวล คำถามต่าง ๆ มากมายที่มีในหัว รวมไปถึงความรู้สึกและมุมมองภายในใจเบื้องลึกแทบทั้งหมดของตัวเอกอย่าง Cloud ถ่ายทอดและส่งต่อผ่านเนื้อเพลงมายังผู้เล่น เสียงร้องที่ก้องกังวานและท่วงทำนองที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ผู้ประพันธ์อยากจะสื่อถึง ก่อเกิดเป็นความอินต่อเรื่องราว กลายเป็นเพลงที่ใส่มาถูกที่ถูกเวลาอย่างน่าประทับใจ ท้ายที่สุดเพลงนี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเพลงโปรดที่ตัวผู้เขียนได้ฟังครั้งแรกปุ๊บ ก็ต้องรีบออกมาหาเพลงเข้าเพลย์ลิสต์เอาไว้ทันที
หากผู้อ่านท่านไหนสนใจฟังเพลง Hollow ของเกม FINAL FANTASY VII REMAKE สามารถรับฟังได้ที่ YouTube, Spotify
Wildfire
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: Zabbid
ในปัจจุบันหลายสตูดิโอเกมต่างเลือกละทิ้งแนวทางของเกมแบบ “สลับเทิร์นตี” มุ่งหน้าผลิตเกมแนวอื่น ๆ ที่มีความเชื่อกันว่าเป็นแนวทางตามที่ตลาดต้องการ ทว่า HoYoverse กลับทำตรงข้าม ด้วยการเข็นเกม Honkai: Star Rail เกม RPG Turn-Based ออกมาในปี 2023 นี้ หลายคนเชื่อว่าเกม Turn-Based ในยุคนี้นั้นตกยุคและไม่เพลิดเพลินเหมือนยุคก่อน ทว่า Honkai: Star Rail ก็ได้พิสูจน์ถึงความสนุกเพลิดเพลิน นำพากระแสสุดร้อนแรงมาสู่วงการเกม ก่อเกิดเป็นความสำเร็จ กอบโกยเงินในกระเป๋าเกมเมอร์ถล่มทลายตามรุ่นพี่อย่าง Genshin Impact จากค่ายเดียวกันไปติด ๆ
แม้ระบบเกมโดยภาพรวมอาจจะไม่ได้แปลกใหม่ถึงขั้นปฏิวัติวงการเกม แต่ก็สนุกมากพอที่จะให้ผู้เล่นอย่างเราติดงอมแงม ผนวกเข้ากับเนื้อเรื่องและภูมิหลังของโลกที่น่าติดตาม พร้อมดีไซน์งานออกแบบของตัวละคร ศัตรู และฉากของเมืองต่าง ๆ ที่น่าหลงใหล ต่างเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้ Honkai: Star Rail ถูกใจเกมเมอร์จากทั่วทุกสารทิศ
และอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกใจตัวผู้เขียนเป็นพิเศษ นั่นคือ “เพลงประกอบ” ที่ดีงามและลงตัวมากในทุก ๆ ฉากของเกม อัลบั้มเพลงประกอบของเกม Honkai: Star Rail ที่ถูกปล่อยผ่านทางชาแนลออฟฟิเชียลอย่าง HOYO-MiX ต่างมีเพลงฮิตและทำนองที่ติดอยู่ในหัวของเรามากมาย ฟังปุ๊บรู้ปั๊บว่านี่คือเพลงที่ออกมาบรรเลงตอนไหน ซึ่งเพลงที่ถูกใจตัวผู้เขียนมากที่สุดก็คือเพลง Wildfire ทั้งแบบเวอร์ชันมีคำร้องและแบบเพลงบรรเลง
Wildefire เป็นหนึ่งในเพลงประกอบที่สร้างอารมณ์ร่วมในระหว่างการเล่นได้เป็นอันดับต้น ๆ ในใจตัวผู้เขียน การเลือกใส่เพลงนี้มาในการปะทะกับบอสใหญ่สุดแสนสำคัญอย่าง Cocolia นั้นลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเนื้อเรื่องที่ปูมาตลอดการเล่น สู่การแทรกบทเพลงนี้เข้ามาในคัตซีนที่สำคัญ เปิดตัวพลังใหม่ของเหล่าผู้บุกเบิก ลากยาวไปจนถึงช่วงการต่อสู้กับบอส พร้อมด้วยการเร่งจังหวะเพลงให้เร้าใจในจังหวะที่บอสใช้ท่าไม้ตาย อีกทั้งหากคุณเข้าใจเนื้อเพลงก็จะยิ่งอินกับเรื่องราวการต่อสู้ในครั้งนี้มากขึ้นไปอีก ทุกอย่างที่กล่าวมาต่างเป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันจนนำพาให้ผู้เล่นต่างพูดคุยกันถึงฉากนี้เป็นวงกว้าง กลายเป็นฉากการต่อสู้ที่น่าจดจำฉากหนึ่งของวงการเกม และเพลง Wildefire ก็กลายเป็นเพลงที่สุดแสนโปรดปรานของเหล่าเกมเมอร์ รวมทั้งตัวผู้เขียนเองก็หลงรักเพลงนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน สู้บอสเสร็จรีบออกมาหาเพลงเก็บเข้าเพลย์ลิสต์โดยพลัน
ผู้อ่านท่านไหนสนใจฟังเพลง Wildfire ของเกม Honkai: Star Rail สามารถฟังเพลงได้ที่ YouTube, Spotify
Interstellar Journey
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: TorTong
Honkai: Star Rail เกม RPG Turn-Based ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายรอให้เหล่าผู้บุกเบิกได้ค้นหา เกมนี้เรียกได้ว่าสามารถตอบโจทย์ผู้เล่นได้หลากหลายมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครที่ทั้งสวยและหล่อน่าสะสม พื้นที่ที่ปล่อยให้ผู้เล่นสามารถสำรวจได้อย่างอิสระ Puzzle ที่เข้าใจง่ายแม้ไม่ได้อ่าน Tutorial เรื่องราวที่เรียบง่ายแต่ก็แฝงไปด้วยความลึกซึ้งของตัวละคร Gameplay หลักที่เป็นเกม Turn-Based ที่แม้จะคล้ายกับเกม Turn-Based ทั่วไป แต่ในความทั่วไปก็ยังมี Trick หลากหลายให้ผู้เล่นได้หยิบมาใช้ตามสไตล์ของตนเอง และจากที่กล่าวมาทั้งหมดผมจึงอยากให้เกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าหยิบมาเล่นให้ได้สักครั้งเลยล่ะครับ
เมื่อพูดถึงค่าย HoYoVerse หรือ MiHoYo หนึ่งในสิ่งที่ค่ายนี้ทำได้ดีมากและทำได้ดีมาตลอดเลยนั่นก็คือ “เพลง” เนี่ยแหละครับ เพลงแต่ละเพลงจะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
ส่วนตัวแล้วก่อนที่จะมาเจอเกมนี้ ผู้เขียนเคยเล่น Genshin Impact มาก่อน ซึ่งเพลงในเกม Genshin ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้องเลย และเป็นเพลงบรรเลงดนตรีล้วน ๆ พอได้มาฟังเพลงจาก Honkai: Star Rail แล้ว ต้องบอกเลยว่าได้ความแปลกใหม่ที่น่าประหลาดใจพอสมควรเลยครับ
ซึ่งเพลงที่ผมอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันก็คือเพลง Interstellar Journey เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมได้ฟังก่อนที่ตัวเกมจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 1 วัน และเป็นเพลงที่ผู้เขียนได้ยินเสียงร้องในเพลงของค่ายนี้ แบบเป็นเนื้อร้องจริง ๆ เป็นครั้งแรก ทำให้ผมประทับใจและยิ่งตื่นเต้นกับเกมที่จะออกมาก ๆ
นอกจากความประทับใจครั้งแรกแล้ว อีกหนึ่งช่วงที่เพลงนี้สามารถดึงความฮึกเหิมและความเป็นผู้บุกเบิกออกมาได้อย่างเต็มที่ก็คือ ช่วงที่ตัวเพลงจะเริ่มเปลี่ยนจังหวะจากเพลงนิ่ง ๆ ร้องเล่าเรื่องราว กลายเป็นเพลงที่ดุดันและปลุกใจ พาให้ผู้เขียนหลังรักเพลงนี้และพร้อมที่จะลุยผ่านเส้นทางแห่งการบุกเบิกนี้อย่างเต็มใจไปโดยปริยาย
ผู้อ่านท่านไหนสนใจฟังเพลง Interstellar Journey ของเกม Honkai: Star Rail สามารถฟังเพลงได้ที่ Youtube MV, YouTube, Spotify
Who Brings Shadow
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: BunnyZ
"ตัวร้ายน่ะ เขาร้ายโดยกำเนิดโดยนิสัย หรือสถานการณ์และมุมมองของคุณเองทำให้เขาเป็นตัวร้าย?" นี่คือนิยามของผมสำหรับตัวร้ายสุดโปรดสำหรับ Emet-Selch จาก Final Fantasy XIV
เพลง Who Brings Shadow เป็นเพลงประกอบการต่อสู้กับ Boss ตัวสุดท้ายของ Expansion "Shadowbringers" ของ Final Fantasy XIV และเป็นเพลงประกอบตัวอย่าง Expansion (หรือก็คือเพลงหลักของ Expansion) ผู้ประพันธ์เพลงนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Masayoshi Soken
ผู้ที่เคยเล่น Final Fantasy XIV มาก่อนอาจจะเคยได้ยินว่าตัวเอกที่เราเล่นนั้นเป็น Warrior of Light หรือนักรบแห่งแสงที่มากำจัดความมืดออกไป แต่ใน Shadowbringers นั้นเหล่าบรรดาตัวเอกของเรา ต้องไปยังดวงดาวอีกดวงที่เป็นเหมือนดาวคู่ขนาน ที่นั่นมี Warrior of Darkness ที่คอยขับไล่แสงสว่างที่เข้ามากลืนกินประชาชน เปลี่ยนประชาชนให้เป็นมอนสเตอร์ร้าย ที่นั่นเราจะได้พบกับ Ardbert ร่างวิญญาณของ Warrior of Darkness ที่มาขอให้เราช่วยเหลือโลกของเขา และจะได้เจอกับ Emet-Selch หรือ Emet-Sama ชาวแอสเซี่ยนคู่ปรับของตัวเอกที่เราเล่น แต่ Emet นั้นจะไม่เหมือนกับชาวแอสเซี่ยนคนก่อน ๆ ที่เราเคยเจอ เขามาด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและกวนประสาท เขาอยากลดความเสียหายและไม่อยากต่อสู้กับเรา Emet มักจะมาปรากฏตัวช่วยเราเมื่อมีปัญหา และเขาจะหนีทันทีเมื่อปัญหาทำท่าจะเข้ามา ทุกครั้งที่ Emet เข้ามาเล่าเรื่องราวในอดีตให้เราฟัง เขาจะมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มขี้เล่นและหดหู่โดยพลัน Emet หัวเราะแต่เสียงกลับดูขมขื่น เมื่อเราเล่นเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ ความจริงในอดีตจะค่อย ๆ ถูกเปิดเผย เมื่อฟางเส้นสุดท้ายของความเชื่อมั่นระหว่างผู้เล่นและ Emet ได้ขาดลง ก็ถึงศึกตัดสินชี้ขาดชะตา บทเพลงนี้ก็ได้บรรเลงขึ้นมา
ด้วยเรื่องราวทั้งหมดที่เราได้เล่นมาใน Expansion "Shadowbringers" เรื่องราวของแอสเซี่ยนที่ถูกเปิดเผยออกมา ด้วยอารมณ์และเหตุผลในการต่อสู้ของ Emet มันทำให้การต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้มันสร้างความประทับใจให้ผู้เล่นเป็นอย่างมาก ฉากการเรียกผู้เล่นคนอื่นมาร่วมสู่ในดันเจี้ยนที่ถูกเปลี่ยนไปและการต่อสู้ที่ขมขื่น มันเป็นการต่อสู้ที่เราเข้าใจเหตุผลของฝั่งตรงข้าม และก็เข้าใจในเหตุผลที่เราจำเป็นต้องสู้กัน ฉากบทสรุปของเรื่องราวหลังการต่อสู้ และฉากการบอกลาของ Emet ประทับอยู่ในใจของผู้เล่น Final Fantasy XIV หลายต่อหลายคนรวมถึงตัวผมเองด้วย มันทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ช่วยส่งอารมณ์และบันทึกความทรงจำได้เป็นอย่างดี
หากเพื่อน ๆ ท่านไหนสนใจฟังเพลง Who Brings Shadow ของเกม Final Fantasy XIV สามารถฟังเพลงได้ที่ YouTube, Spotify
นอกเหนือจากเพลง Who Brings Shadow แล้ว ใน Expansion นี้ก็มีเพลงไพเราะอยู่อีกหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงปิดเนื้อเรื่องอย่าง
• Tomorrow and Tomorrow
• What Angel Wakes Me
ซึ่งทั้งสองเพลงนี้แต่งโดย Masayoshi Soken เช่นกัน จะว่าไป Expansion Shadowbringers นี้ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 88 เพลง Soken ก็แต่งเพลงไปทั้งหมด 88 เพลง โดยเพื่อน ๆ ที่สนใจ สามารถฟังเพลงประกอบของเกม Final Fantasy XIV ในส่วนของ Shadowbringers ทั้งอัลบั้มได้ที่ YouTube, Spotify
Warriors
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: alLK1lLz
League of Legends เกมออนไลน์แบบ Multiplayer 5 vs 5 หรือที่เรารู้จักกันในนามเกม MOBA ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้เล่นอย่างต่อเนื่องด้วย Cinematic ที่เป็นเอกลักษณ์ มีภาพและเพลงประกอบที่น่าดึงดูดใจ ผลงานที่น่าทึ่งชิ้นหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้แฟน ๆ ตลอดกาลก็คือ "Warriors | Season 2020 Cinematic"
Warriors | Season 2020 Cinematic คือเพลงเปิดซีซันประจำปี 2020 ที่เรียบเรียงใหม่จากเวอร์ชันดั้งเดิม Warriors (ft. Imagine Dragons) | Worlds 2014 ที่เคยปล่อยออกมาเมื่อปี 2014 ผลงานตัวแอนิเมชันเพลงเวอร์ชันดั้งเดิมของ Warriors ได้รับยอดรับชมบน YouTube สูงถึง 405 ล้าน Views ซึ่งในเวอร์ชันปี 2020 ได้นำมาเรียบเรียงใหม่ให้มีความทรงพลังกึกก้องกังวาน ผูกโยงท่วงทำนองเข้ากับธีมของเรื่องราวที่เตรียมถูกถ่ายทอดออกมาในปี 2020 ซึ่ง Warriors | Season 2020 Cinematic ก็มียอดรับชมบน YouTube สูงถึง 147 ล้าน Views ถือว่าทั้งสองเวอร์ชันทำได้ดีจนเพลงฮิตติดชาร์จขึ้นหลักร้อยล้านวิวทั้งคู่
ใน Cinematic ของ Warriors เราจะได้เห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของ Champions ที่จะเอาชนะความยากลำบากและต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา เนื้อเพลงทำให้เกิดความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันสลายที่พวกเขามีร่วมกันในสนามรบ ยังมีเสียงคอรัสที่พุ่งทะยานจุดไฟให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน ขณะที่ผู้เล่นจะดำดิ่งสู่ความตื่นตาตื่นใจที่เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นของตัวละครที่ชื่นชอบ
เพลงประสานกลมกลืนกับแอนิเมชั่นอันน่าทึ่ง ขยายอารมณ์ของชัยชนะและการเสียสละที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาเรา ทุก ๆ ท่วงทำนองและทุก ๆ มนต์สะกด เสียงเพลงจะเข้มข้นขึ้น ทำให้เรานั่งไม่ติดเก้าอี้ เฝ้ารอเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ครั้งต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นซัมมอนเนอร์ที่ช่ำชองหรือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ ลองใช้เวลาสักครู่เพื่อสัมผัสกับโลกแห่ง "Warriors | Season 2020 Cinematic - League of Legends" ปล่อยตัวคุณให้เคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองที่ทรงพลัง
หากเพื่อน ๆ ท่านไหนสนใจฟังเพลง Warriors ของเกม League of Legends สามารถฟังเพลงได้ที่ YouTube, Spotify
Stand By Me
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: Tann
ในโลกอันน่าหลงใหลของ Final Fantasy XV ผู้เล่นจะร่วมเดินทางไปกับแก๊งบอยแบนด์ที่นำโดย Noctis Lucis Caelum เจ้าชายแห่งราชวงศ์ Lucis และชาวแก๊ง เนื้อเรื่องดำเนินไปบนอาณาจักร Eos ที่เต็มไปด้วยสถานที่อันน่าตื่นตา ผู้คนอันน่าจดจำและความลึกลับในยามค่ำคืน ปลายทางการเดินทางของ Noctis ที่พยายามทวงบัลลังก์อันชอบธรรมของเขาคืนจะจบลงเช่นไร ปลายทางนั้นจะจบลงด้วยกลีบกุหลาบหรือหยาดน้ำตา ผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านลองไปเล่นเกมนี้ดูนะครับ
ตัวเพลงในเวอร์ชัน Final Fantasy XV ถูกขับร้องโดยวงดนตรี Florence + The Machine นำโดยเสียงร้องอันน่าหลงใหลของ Florence Welch พร้อมทั้งผลตอบรับอันล้นหลามจากการผสมผสานระหว่างดนตรีแนวอินดี้ร็อก บาโรกป๊อป และซาวด์สเคปที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพลง Stand by Me เป็นเพลงที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของ Florence ที่เติมเต็มเข้ามาในเกมด้วยมิติและอารมณ์ของเธอ
ต้นฉบับของเพลง Stand by Me ถูกขับร้องโดย Ben E. King ในปี 1961 เพลงนี้ได้กลายเป็นเพลงคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น เนื้อเพลงถูกเขียนขึ้นโดย King, Jerry Leiber และ Mike Stoller โดยเนื้อเพลงสื่อถึงมิตรภาพอันแข็งแกร่ง สายสัมพันธ์แห่งการพานพบ และจิตวิญญาณเหล่านี้ได้ถูกส่งต่อมายัง Florence + The Machine พร้อมกับเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยปัจจุบันเข้าไปโดยไม่ทิ้งแก่นแท้ของตัวเอง
ด้วยเสียงร้องอันไพเราะของ Florence Welch และสไตล์ดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ Stand by Me ในเวอร์ชัน Final Fantasy XV นั้นสะท้อนถึงการเดินทางที่เต็มไปด้วยบรรยากาศและอารมณ์ที่เกมต้องการจะมอบให้กับผู้เล่น หล่อหลอมความสัมพันธ์ที่ผ่านทั้งการแตกร้าวและรวมกันขึ้นมาใหม่ พร้อมท่วงทำนองที่ดังกึกก้องในใจของเหล่าเกมเมอร์ Stand by Me ยังคงเป็นเพลงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการสนับสนุน การพานพบและมิตรภาพ สะท้อนก้องในโลกแห่ง Eos สานต่อเป็นเรื่องราวอันยากจะลืมเลือนใน Final Fantasy XV ฟังเพลงได้ที่ YouTube, Spotify
To Sail Forbidden Seas
ทีมงาน Game’s On ที่ชื่นชอบเพลงนี้: Zabbid
จากรายชื่อเพลงที่ทางทีมงานอยากชวนให้ผู้อ่านทุกท่านได้ลองฟัง ก็ทำให้ตัวผม (Zabbid) ตระหนักได้เลยว่า ทีมงาน Game’s On หลายท่านชื่นชอบเพลงและเล่นเกม Final Fantasy กันเยอะพอสมควร เช่นนี้มีหรือจะพลาดเพลงจากเกมภาคใหม่ล่าสุดของแฟรน์ไชส์ Final Fantasy อย่างเกม Final Fantasy XVI เกมภาคล่าสุดที่พึ่งปล่อยให้เล่นอย่างเป็นทางการบน PlayStation 5 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2023 ที่ผ่านมา
แม้ Final Fantasy XVI จะเปลี่ยนแปลงระบบเกมการเล่นจนแตกต่างจากภาคอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงยิ่งใหญ่อลังการ ตั้งมั่นเป็นดั่งสัญลักษณ์แสดงตน บ่งบอกถึงความเป็นไฟนอลแฟนตาซีอย่างแท้จริง ก็หนีไม่พ้น “เพลงประกอบ” ที่ยังคงล้ำเลิศและไพเราะเสนาะหูอย่างไม่เสื่อมคลาย
ความอลังการของ Final Fantasy XVI เต็มไปด้วยฉากแอ็กชันสุดมัน มนต์อสูรสุดยิ่งใหญ่ แสงสีเอฟเฟ็กต์สุดตระการตา ทำให้เพลงของ Final Fantasy XVI มีความยิ่งใหญ่อลังการตามฉากที่ถูกถ่ายทอดออกมา โดยเพลงประกอบของ Final Fantasy XVI ถูกประพันธ์โดยคุณ Masayoshi Soken ผู้ที่มีผลงานจากการประพันธ์เพลงให้กับเกม Final Fantasy XIV ในส่วนของ Expansion อย่าง "Shadowbringers"
เพียงชื่อชั้นของคุณ Masayoshi Soken ก็การันตีได้เลยว่าบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดออกมาจะต้องยอดเยี่ยม และยิ่งใหญ่อลังการเป็นแน่แท้ (ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น) หนึ่งในบทเพลงจากเกม Final Fantasy XVI ที่ตัวผู้เขียนชื่นชอบที่สุดก็คือเพลง To Sail Forbidden Seas เป็นเพลงที่มักจะบรรเลงขึ้นมาในฉากการต่อสู้สำคัญ ๆ และถูกบรรเลงอยู่หลายครั้งจนตัวผู้เขียนนั้นจำท่วงทำนองได้ขึ้นใจ กลายเป็นอีกหนึ่งเพลงจากเกมตระกูลไฟนอลแฟนตาซีที่ชื่นชอบจนต้องบันทึกเข้าเพลย์ลิสต์เก็บไว้ฟัง
โดยผู้อ่านท่านไหนที่สนใจ สามารถฟังเพลง To Sail Forbidden Seas จากเกม Final Fantasy XVI ได้ที่ YouTube, Spotify
ยังมีเพลงอื่น ๆ อีกมากมายที่ทีมงานชื่นชอบ แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ ไว้คราวหน้าเมื่อมีโอกาสเหมาะ ๆ ทีมงานจะมาแนะนำเพลงจากเกมที่พวกเรา Game’s On ชื่นชอบกันอีกนะ
แล้วเพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่านอยากแนะนำเพลงไหนให้พวกเรา หรืออยากให้คนอื่น ๆ ไปลองไปฟังกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย หากมีเพลงอะไรที่อยากแชร์ อยากร่วมแบ่งปัน สามารถคอมเมนต์บอกกล่าวแนะนำกันไว้ได้เลยนะ

Hello Gamer ! It's time to play.
Game's On
The best community experience, with best support for creator
Sign In
