Games On

Home

Guide

เจาะลึกระบบพื้นฐานที่สำคัญของเกม | WILD HEARTS

เจาะลึกระบบพื้นฐานที่สำคัญของเกม | WILD HEARTS

ตัวเกมมีระบบยิบย่อยอยู่มากมาย และบางระบบตัวเกมก็ไม่ได้อธิบายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

22 ก.พ. 2023·4 min read
gamescom asia x Thailand Game Show 2026
Game's On - Facebook

   ในที่สุดเกม WILD HEARTS ที่พวกเราต่างรอคอยก็เปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการเสียที เมื่อได้สัมผัสกับตัวเกมแบบจริง ๆ จัง ๆ พบว่าตัวเกมมีระบบยิบย่อยอยู่มากมาย และบางระบบตัวเกมก็ไม่ได้อธิบายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ส่งผลให้ผู้เล่นบางส่วนเกิดความข้องใจและไม่เข้าใจกับระบบบางส่วนของเกม 

   โดยหลังจากที่พวกเรา Game's On ได้นำเสนอทั้งเรื่องเคโมโนะ, คาราคุริ และรายละเอียดอาวุธทั้ง 8 แบบ ไปเมื่อคราวก่อน ช่วงก่อนเกมปล่อยให้เล่น ในวันนี้พวกเราขอนำเสนอถึงเรื่อง “เจาะลึกระบบพื้นฐานที่สำคัญของเกม” ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาจากการเล่นเกมในช่วงต้นจนถึง Chapter 2 โดยทางเราจะเรียบเรียงเนื้อหาให้ทุกท่านได้อ่านกันแบบเข้าใจง่าย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

   WILD HEARTS ปล่อยให้เล่นอย่างเป็นทางการแล้ว บนแพลตฟอร์ม PlayStation 5, Xbox Series X/S และ PC (และเกมเข้าร่วมบริการ EA Play หรือ Game Pass เช่นกัน)

ระบบออนไลน์ของ PC และคอนโซล กับการ cross-play

   ระบบออนไลน์ของเกมนี้ เราสามารถเริ่มเล่นออนไลน์ได้ทันที “ตั้งแต่เราสร้างแคมป์ไฟกองแรก” (หลังจากไปช่วยนัตสึเมะตามภารกิจเนื้อเรื่อง) โดยเมื่อเรากด Warm yourself ที่แคมป์ไฟ เกมจะแสดงเมนู Play online ให้เราเลือก เพื่อสร้าง (Create session) หรือหาห้อง (Search session) เล่นออนไลน์ได้ทันที

กดเมนู Play online ตามที่วงได้เลย

   กรณีที่เพื่อนของเราสร้างห้องออนไลน์ เมื่อเรากดหาห้อง ห้องที่เพื่อนเราสร้างจะ “อยู่บนสุด” ของห้องที่เราหาเจอเสมอ และมีสัญลักษณ์รูปมือ เพื่อแสดงว่าห้องดังกล่าวคือห้องของเพื่อนในไอดี EA ของเรา แทนที่เราต้องมาคอยรอเพื่อนส่งคำชวน เราสามารถกดหาห้องเพื่อนและเข้าห้องได้ทันที เพื่อความรวดเร็วในการเข้าร่วมห้องของเพื่อน

สัญลักษณ์รูปมือแสดงถึงห้องของเพื่อนเรา

  โดยมีหมายเหตุสำหรับฝั่งคอนโซลคือ “ต้องทำการผูกไอดีของ EA เสียก่อนถึงจะเล่นระบบออนไลน์ได้” เราสามารถสร้าง ล็อกอิน และผูกไอดีของ EA ได้ที่หน้าเมนูเปิดเกม (ถ้าไม่ผูกไอดี EA เกมจะไม่ขึ้นเมนู Play online ที่แคมป์ไฟ) ซึ่งการ cross-play ของทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ก็จะถูกเชื่อมด้วยไอดี EA เราสามารถกดหาเพื่อนด้วยการกดหาไอดี EA ได้ในหน้าเมนู Communicate > Friend List > Player Search โดยคำขอที่ส่งมาก็จะไปอยู่ในหน้า Communicate > Friend List

วิธีการหาตำแหน่งมอนสเตอร์ในแผนที่

   การหาตำแหน่งมอนสเตอร์ในแผนที่ในเกมนี้ ต้องใช้ Dragon Karakuri ที่เรียกว่า Hunting Tower มันคือหอคอยที่มีรูปร่างคล้ายกับจานเรดาร์ มีความสามารถตรวจจับเหล่ามอนสเตอร์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้ฮันเตอร์ทราบ

   โดยหอคอยดังกล่าวมีกลไกการทำงานแบบ “โครงข่าย” (Network) ตัว Hunting Tower จะกระจายสัญญาณตรวจจับเป็นรัศมีวงกลมขนาดใหญ่ หากรัศมีสัญญาณไปซ้อนทับกับรัศมีสัญญาณของ Hunting Tower อีกหอคอยหนึ่ง มันก็จะเป็นการเปิดการทำงานไปพร้อม ๆ กันเป็นลูกโซ่โครงข่าย

   ฉะนั้น วิธีรีดประสิทธิภาพของหอคอย คือเราต้องพยายามวางตำแหน่งแต่ละหอคอยให้มีการ “ซ้อนทับกับรัศมีสัญญาณ” แบบครอบคลุมทั่วทั้งแผนที่ แต่พยายามไม่ให้รัศมีของแต่ละหอคอยมันซ้อนกันเองมากเกินไป ควรให้มันซ้อนกันเพียงขอบ ๆ บางส่วน เพราะมันจะทำให้เราไม่ต้องสร้างหอคอยเยอะเกินกว่าที่ควร และไม่เปลือง Dragon Pit Capacity โดยใช่เหตุ

รูปนี้เป็นตัวอย่างของการวางหอคอยแบบสิ้นเปลือง (ฮา)

   นอกจากนั้น หอคอยยังมีความสามารถอีกประการที่สำคัญไม่แพ้กับการตรวจจับมอนสเตอร์ มันคือการตรวจจับเอกสาร lore ของเกม, ตรวจจับน้องสึคุโมะ (Tsukumo) และการตรวจหาแคมป์ลับ

หอคอยที่อัปเกรดแล้วจะบอกตำแหน่งเอกสาร lore และสึคุโม

   กรณีตรวจจับเอกสาร lore ของเกมและตรวจจับน้องสึคุโม เราต้องอัปเกรดหอคอยที่สกิล Hunting Tower: Deep Probe (ตามรูปด้านล่าง) เมื่อรัศมีสัญญาณมันถูกปล่อยบนพื้นที่ดังกล่าว เกมจะแสดงเครื่องหมายปรัศนีในแผนที่ของเรา ซึ่งเกมบังคับให้ผู้เล่นต้องหาน้องสึคุโมะภายในแผนที่ให้ได้มากที่สุด โดยน้องจะให้วัตถุดิบ Old Cogs ซึ่งเราจะเอามาใช้อัปเกรดน้องสึคุโมะที่แคมป์ไฟอีกที

สกิล Hunting Tower: Deep Probe

เมื่อหาน้องเจอ เราจะได้รับวัตถุดิบ Old Cogs

อย่าลืมอัปเกรดน้องกันนะ

   ส่วนกรณีตรวจหาแคมป์ลับ เมื่อรัศมีสัญญาณมันถูกปล่อยบนพื้นที่ดังกล่าว เกมจะแสดงสัญลักษณ์รูปแคมป์ที่มีเครื่องหมายปรัศนี ให้ผู้เล่นไปสร้างแคมป์ในจุดดังกล่าว เพื่อทำการปลดล็อกแคมป์ลับ โดยข้อดีของแคมป์ลับคือ การสร้างแคมป์ตรงจุดดังกล่าวจะกินค่า Dragon Pit Capacity น้อยมาก ๆ แตกต่างจากการสร้างแคมป์นอกพื้นที่แคมป์ลับที่บริโภค Dragon Pit Capacity เยอะสุด ๆ

ตำแหน่งของแคมป์ลับ

แนวทางการปลดล็อก Fusion Karakuri ใหม่ ๆ

   เงื่อนไขการปลดล็อก Fusion Karakuri มีรายละเอียดปลีกย่อยจะแตกต่างจากการปลด Basic Karakuri และ Dragon Karakuri

   สำหรับกรณี Basic Karakuri และ Dragon Karakuri จะมีวิธีการปลด 2 รูปแบบ (เกมจะกำหนดเงื่อนไขเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น “ไม่จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่าง”)

   1. อัปเกรดไล่ลำดับตามสาย Karakuri Tree โดยจ่าย Kemono Orbs เพื่อปลดล็อก หรือ

จ่าย 2,250 Kemono Orbs เพื่อปลดล็อก Celestial Anchor

   2. เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ที่ถูกกำหนดไว้ โดยเกมจะปลดล็อกให้ทันทีเมื่อเจอ หรือหลังจากกำจัดมอนสเตอร์ที่กำหนดได้

ต้องไปหากันเองว่าต้องตีมอนสเตอร์ตัวไหนถึงจะปลด Stake

   ส่วนการปลดล็อก Fusion Karakuri มีเงื่อนไข 4 ประการ “ที่ต้องมีครบทุกประการ” ถึงเราจะปลดล็อก Fusion Karakuri

รูปตัวอย่างเงื่อนไขที่เกมกำหนด สำหรับการปลดล็อก Firework (ปิดไอคอนมอนสเตอร์ไว้เพื่อกันสปอย)

   1. ปลดล็อก Basic Karakuri ที่เกมกำหนดไว้เรียบร้อย

   2. มี Basic Karakuri ที่เกมกำหนดไว้ ใส่ในปุ่ม Hotkey เพื่อพร้อมเรียกใช้ (เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ที่โต๊ะคราฟโดยกดคำสั่ง Use forge > Change equipment > Basic Karakuri)

   3. ลงไปสู้กับมอนสเตอร์ที่เกมกำหนดเป็นเงื่อนไขการปลดล็อก (หากขึ้นเครื่องหมาย ? แสดงว่าเรายังไม่เคยสู้มอนสเตอร์ตัวนั้น แต่ถ้าเราเคยเจอแล้ว จะเป็นรูปไอคอนของมอนสเตอร์ตัวนั้น)

   4. เกิดอีเวนต์พิเศษ ที่เรียกว่า flash of inspiration หรือแปลตรงตัวคือ เกิดปิ๊งไอเดียแบบกะทันหัน เกมจะเข้าสู่โหมด quick time event หน่วงเวลาให้เรากดปุ่มที่เกมกำหนดบนหน้าจอให้ทันเวลา ซึ่งเงื่อนไขที่ 4 มันมีเงื่อนไขปลีกย่อยลงลึกอีกระดับหนึ่ง ได้แก่

   4.1 เมื่อมันเป็น quick time event หากผู้เล่นกดไม่ทันเวลา เกมจะถือว่าเรายังทำตามเงื่อนไขไม่สำเร็จ ผู้เล่นต้องรออีเวนต์พิเศษอีกรอบจนกว่าผู้เล่นจะกดปุ่มได้สำเร็จครบถ้วนในเวลาที่กำหนด

   4.2 การเกิดอีเวนต์พิเศษดังกล่าว เป็นการ “สุ่ม” ไม่ใช่ว่าเกมจะการันตีการเกิดอีเวนต์ดังกล่าวแบบ 100% (ไม่เหมือนการปลด Basic Karakuri และ Dragon Karakuri ที่เป็นการการันตีปลดล็อกแน่นอน หากเราลงไปสู้มอนสเตอร์ตามเงื่อนไข) โดยการสุ่มจะเกิดขึ้นเมื่อมอนสเตอร์ออกมูฟเซ็ต (moveset) ที่ตรงตามเงื่อนไขการกระตุ้นเกิดอีเวนต์พิเศษ

   4.3 ยิ่งเล่นแบบดูโอหรือฟูลทีม ก็จะยิ่งเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การสุ่มให้น้อยลงไปอีก เนื่องจากการสุ่มเกิดอีเวนต์มีปัจจัยการสุ่มเพิ่มเติม อย่างเช่น

   - หากมีคนในทีมรอปลดล็อก Fusion Karakuri ชิ้นเดียวกัน เกมก็จะเฉลี่ยการสุ่มไปให้คนที่เหลือในทีมด้วย

   - หากคนในทีมมี Fusion Karakuri ที่เราต้องการจะปลดอยู่ แล้วเขากดใช้ Fusion Karakuri ดังกล่าวในสถานการณ์ที่จะเป็นการกระตุ้นเกิดอีเวนต์ มันจะเป็นการยกเลิกการกระตุ้นอีเวนต์ของเราไปทันที ซึ่งเราก็ต้องรอสถานการณ์กระตุ้นอีเวนต์อีกรอบวนไป

   - หากมอนสเตอร์ถูกตีกระตุก ตีจนชิ้นส่วนแตก หรือมอนสเตอร์ตัดสินใจหนีในช่วงก่อนจะออกมูฟเซ็ตที่ตรงตามเงื่อนไข ก็จะเป็นการรยกเลิกการกระตุ้นอีเวนต์อีกเช่นกัน

   ฉะนั้น วิธีการปลดล็อก Fusion Karakuri ที่ได้ผลดีที่สุดก็คือ ทำตามข้อ 1-4 และลงไปตีมอนสเตอร์แบบ “คนเดียว” เพื่อลดปัจจัยการสุ่มให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ดี มันก็เป็นดาบสองคม เพราะมันก็แลกมากับการต้องสู้มอนสเตอร์แบบ 1 ต่อ 1 นั่นเอง รวมถึงมันเป็นเพียงการลดปัจจัยการสุ่มให้น้อยลง ไม่ได้การันตีแบบ 100% อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เป็นไปได้ว่าเกมทำแบบนี้เพื่อจงใจให้เราฟาร์มมอนสเตอร์ตัวเดิม ๆ ซ้ำ ๆ

    ยกตัวอย่างเหตุการณ์ กรณีของผู้เขียน ผู้เขียนต้องการปลด Firework ซึ่งเป็น Fusion Karakuri รูปแบบหนึ่ง ผู้เขียนทำการตีมอนสเตอร์ตัวดังกล่าวอยู่ 4 ตัว ก็ไม่เกิดอีเวนต์พิเศษสักที แต่คนในทีมกลับเกิดอีเวนต์พิเศษตั้งแต่การตีตัวแรก ผู้เขียนเลยไปตีมอนคนเดียว ตีเพียง 1 ตัวก็ปลดทันที แต่กลับกัน คนในทีมของผู้เขียนอีกคนที่ยังไม่ปลด ต้องไปตีมอนคนเดียวถึง 5 ตัว ถึงจะเกิดอีเวนต์พิเศษ  

ระบบชุดเกราะ Human-Path กับ Kemono-Path

   ระบบสกิลชุดเกราะของเกมนี้จะมีรูปแบบสกิลอยู่ 2 แบบหลัก ๆ

   1. สกิลพื้นฐาน: เมื่อสวมใส่ชุดที่มีสกิลพื้นฐาน ตัวสกิลก็จะทำงานทันที ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติม

   2. สกิล Human-Path กับ Kemono-Path: เป็นสกิลที่จะทำงานต่อเมื่อผู้เล่นเลี้ยงเกจค่า Human-Path กับ Kemono-Path ถึงตามที่กำหนด โดยสกิลดังกล่าวจะมีไอคอนกำกับไว้หน้าสกิล ซึ่งมีแยกย่อยอยู่ 4 รูปแบบ

เกจค่า Human-Path กับ Kemono-Path (เรียงจากซ้ายไปขวา) Pure Human-Path, Human-Path, Neutral, Kemono-Path และ Pure Kemono-Path

 ฝั่ง Human-Path

    2.1 สกิล Human-Path

    2.2 สกิล Pure Human-Path

 ฝั่ง Kemono-Path

    2.3 สกิล Kemono-Path

    2.4 สกิล Pure Kemono-Path

   ซึ่งถ้าหากเราบิลด์สกิลไปสุดสาย ไม่ว่าจะเป็นสาย Pure Human-Path หรือ Pure Kemono-Path เกมจะถือว่าเราได้บิลด์สกิลระดับรองอย่าง Human-Path หรือ Kemono-Path ด้วย ยกตัวอย่างเช่นรูปด้านล่าง ที่ผู้เขียนบิลด์ไปสุดสาย Pure Human-Path จึงได้สกิล Verve ที่เป็นสกิล Human-Path และได้สกิล Strong Swimmer ที่เป็นสกิล Pure Human-Path ส่วนสกิล Stealth Art กับ Surprise Attack เป็นสกิลพื้นฐาน ทำงานตามปกติโดยไม่มีเกจ Human-Path กับ Kemono-Path มาเป็นเงื่อนไข

รูปตัวอย่างการทำงานของสกิล

   เมื่อพิจารณาตามกลไกดังกล่าว ประกอบกับชุดเกราะหลายชุดมักบรรจุสกิลทั้ง Pure Human-Path และ Pure Kemono-Path ไว้ในชุดเกราะชิ้นเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าตัวเกมสนับสนุน (หรือแอบบีบบังคับ) ให้ผู้เล่นต้องเลือกบิลด์สกิลไปสุดสาย ไม่ว่าจะสาย Pure Human-Path หรือ Purn Kemono-Path ก็ตาม เพราะผู้เล่นจะได้สกิลดี ๆ มากขึ้น และการเล่นบิลด์สายกลาง แทบไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไร เพราะสกิลดี ๆ ซึ่งเป็นสกิลหลักที่กำหนดทิศทางการบิลด์เซ็ตชุดเกราะ จะเป็นสกิล Human-Path กับ Kemono-Path เสียส่วนใหญ่

   ส่วนระบบการสร้างชุดเกราะ Human-Path กับ Kemono-Path ผู้เล่นต้องสร้างชุดเกราะฉบับพื้นฐานเสียก่อน แล้วจึงจะไปอัปเกรดเป็นชุดเกราะฉบับ Human-Path หรือ Kemono-Path (แต่บางชุดก็ไม่มีชุดเกราะ Human-Path หรือ Kemono-Path หรือไม่มีทั้งคู่ มีแค่ชุดเกราะพื้นฐานเท่านั้น)

   และแน่นอน ทั้งการสร้างชุดเกราะฉบับพื้นฐานและการอัปเกรดไปเป็น Human-Path กับ Kemono-Path ก็ล้วนใช้วัตถุดิบแยกกัน ยกตัวอย่างจากรูปด้านล่าง เป็นชุดเกราะ Grithide Body Armor เมื่อจะอัปเกรดไป Grithide Body Armor (Human-Path) หรือ Grithide Body Armor (Kemono-Path) ผู้เล่นก็ต้องหาวัตถุดิบเพิ่มเติมมาอัปเกรด

ชุดเกราะ Grithide Body Armor

ชุดเกราะ Grithide Body Armor (Human-Path)

ชุดเกราะ Grithide Body Armor (Kemono-Path)

ระบบการกินอาหาร และการประกอบอาหารเบื้องต้น

   การกินอาหารภายในเกม WILD HEARTS เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากอาหารจะช่วยให้เรามีหลอดเลือดที่ยาวขึ้น ทำให้ง่ายต่อการเอาตัวรอดจากการสู้มอนสเตอร์มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นอาหารยังมีสกิลเสริมที่ช่วยรีดประสิทธิภาพของผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นด้านโจมตี ด้านป้องกัน หรือการอำนวยความสะดวกในการเล่น

   การกินอาหารในเกมนี้ อาหารแต่ละชิ้นจะมีค่าความอิ่ม (fullness) แตกต่างกันไป โดยในช่วงต้นเกม ตัวผู้เล่นจะมีค่าความอิ่มสูงสุด 100 หน่วย ผู้เล่นไม่สามารถกินอาหารจนเกิน 100 หน่วย แต่สามารถกินน้อยกว่านั้นได้ แต่ก็จะทำให้มีสกิลไม่เต็มประสิทธิภาพ แนะนำว่าผู้เล่นควรต้องบริหารจัดการ คำนวณการกินข้าวแต่ละครั้งให้ครบ 100 หน่วยพอดี แต่การกินข้าวเต็ม 100 หน่วย ก็ไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดของเราจะเพิ่ม หากบรรดาข้าวที่ผู้เล่นกินไป ไม่มี “สกิลขยายหลอดเลือด” (Health Boost)

ครบ 100 หน่วย อิ่มพุงกางแล้ว

   โดยปกติแล้ว เมื่อเราออกล่าครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเกม เราสามารถล่าเนื้อสัตว์จากมอนสเตอร์ตัวเล็ก และเก็บเกี่ยวหาพืชผักรอบตัวมากินได้ทันที เบื้องต้น วัตถุดิบหลักของเกมนี้ มีอยู่ 3+1 ประเภท โดย 3 ประเภทแรกจะมีสกิลขยายหลอดเลือดเหมือนกันทั้งหมด แต่จะมีสกิลเสริมที่แตกต่างกันไป ได้แก่

  1. เนื้อสัตว์ (meat) ส่วนใหญ่เนื้อสัตว์มักให้สกิลเสริมเป็น “สกิลในด้านการโจมตี” อย่างเช่น เพิ่มค่าการโจมตี (Attack Boost)

  2. พืชผัก (vegetable) และ ธัญพืช (grain) ส่วนใหญ่พืชผักและธัญพืชมักให้สกิลเสริมเป็น “สกิลในด้านการป้องกัน” อย่างเช่น เพิ่มค่าการป้องกัน (Defense Boost)

  3. เนื้อปลา (fish) ส่วนใหญ่เนื้อปลามักให้สกิลเสริมเป็น “สกิลอำนวยความสะดวกในการเล่น” หรือ “สกิลเบ็ดเตล็ด” อย่างเช่น เพิ่มค่าป้องกันจากการโจมตีธาตุน้ำ (Water Resilience) หรือ ฟื้นค่าสตามิน่า หลังจากผู้เล่นตีติดคริติคอล (Follow-Through) เป็นต้น ซึ่งวิธีการหาเนื้อปลา นอกจากการซื้อที่ร้านค้าที่เมืองมินาโตะ เราสามารถสร้าง Paddle Scoop หรือ เครื่องดักปลา ในพื้นที่แม่น้ำหรือริมทะเล โดยปล่อยให้มันไปหาปลาเอง แล้วค่อยกลับมาเก็บปลาที่จับได้ในภายหลัง

วิถีชาวเล ฟาร์มปลาวนไป

ตำแหน่งการปลดล็อก Paddle Scoop

  + เครื่องปรุง (seasoning) โดยเครื่องปรุงบางประเภทจะไม่มีสกิลขยายหลอดเลือด ส่วนสกิลเสริมของเครื่องปรุงจะมีความหลากหลายอย่างมาก มีสกิลในแทบทุกด้าน ตั้งแต่ด้านโจมตีไปจนถึงเบ็ดเตล็ด 

   แต่การกินอาหารที่ยังไม่ผ่านการประกอบอาหาร มันไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพสักเท่าไร เพราะเนื้อสัตว์ พืชผัก ที่ไม่ผ่านการประกอบอาหาร เวลากินแต่ละครั้งกว่าจะให้ค่าความอิ่มเต็ม 100 หน่วย ก็ต้องใช้จำนวนอาหารปริมาณมาก รวมถึงค่าเปอร์เซ็นต์ของสกิลที่ได้รับจากอาหารก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำจนไม่ค่อยส่งผลนัยสำคัญใด ๆ

   วิธีที่ทำให้อาหารมีคุณภาพมากขึ้นคือ “การประกอบอาหาร” 

   ช่วงต้นเกม เราจะมี Dragon Karakuri อยู่ 3 รูปแบบ ที่เป็นหัวใจหลักในการประกอบอาหาร

(เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา) Fermenting Cask, Pickling Jar และ Drying Rack

   1. Drying Rack หรือ ราวตากแห้ง เป็น Dragon Karakuri รูปแบบแรกสุดที่ผู้เล่นปลดในช่วงต้นเกม ผู้เล่นสามารถนำวัตถุดิบทุกประเภทไปแขวนราวตากแห้งเพื่อเพิ่มคุณภาพอาหารให้ดีกว่ากินสด ๆ แต่ผู้เล่นไม่สามารถนำอาหารที่ผ่านการตากแห้งแล้วนำไปตากแห้งซ้ำได้แต่อย่างใด ซึ่งก็มีทางออกสำหรับผู้เล่นที่อยากเอาอาหารที่ตากแห้งแล้ว ไปประกอบอาหารอีกขั้น เพื่อเพิ่มคุณภาพของอาหารอีกรอบ ซึ่งอยู่ในข้อถัดไป

ตำแหน่งการปลดล็อก Drying Rack

  2. Pickling Jar หรือ โหลดองอาหาร เป็น Dragon Karakuri รูปแบบถัดไปที่ผู้เล่นปลดในช่วงต้นเกม ผู้เล่นสามารถนำอาหารที่ผ่านการตากแห้งมาดองซ้ำ หรือจะเอาอาหารสดที่ยังไม่ผ่านการตากแห้งมาดองก็ได้ การดองอาหารจะเพิ่มคุณภาพอาหาร หรือเปลี่ยนแปลงสกิลเสริม แต่ก็มีเงื่อนไขในการดองอาหารคือ “ผู้เล่นต้องมีเครื่องปรุง” ซึ่งเครื่องปรุงเราสามารถหาได้จากร้านค้าที่เมืองมินาโตะ ซึ่งจะสุ่มขายวัตถุดิบและเครื่องปรุง และจะรีเซตทุกครั้งเมื่อเราผ่านภารกิจตีมอนสเตอร์ แต่ถ้าผู้เล่นขี้เกียจเข้า ๆ ออก ๆ เมือง เกมก็มีวิธีทำเครื่องปรุงใช้เอง ซึ่งอยู่ในข้อถัดไป

ตำแหน่งการปลดล็อก Pickling Jar

  3. Fermenting Cask หรือ ถังหมักเครื่องปรุง เป็น Dragon Karakuri รูปแบบที่ผู้เล่นสามารถปลดต่อจาก Pickling Jar ผู้เล่นสามารถนำอาหาร ทั้งอาหารสดหรืออาหารที่ผ่านการประกอบอาหารมาแล้ว นำมาหมักเพื่อสร้างเครื่องปรุง และนำไปใช้ในการดองอาหารด้วยโหลดองอาหารข้างต้น

ตำแหน่งการปลดล็อก Fermenting Cask


gamescom asia x Thailand Game Show 2026
Wild Hearts
PCPlayStation 5Xbox Series X/S

Wild Hearts

Wild Hearts เกมใหม่จากความร่วมมือของ EA กับ Omega Force เจ้าของผลงานแนว Monster Hunter-like อย่าง Toukiden ซึ่งแทนที่จะใช้ชื่อซีรีส์ดังกล่าว พวกเขาตัดสินใจใช้ชื่อใหม่ เพื่อมุ่งสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม แต่เกมยังมาในแนว Monster Hunter-like เช่นเคย ลงสนามสู้กับเจ้าตลาดอย่าง Monster Hunter ที่คู่แข่งของเกมนี้แทบล้มหายตายจากไปกันหมดแล้ว จากช่วงยุค PSP และ PS Vita ที่มีการสร้างเกมมาแข่งกับเจ้าตลาดอย่างดุเดือด

Release Date

17 ก.พ. 2023

Game's On

The best community experience, with best support for creator

Sign In