Games On

Home

Review

รีวิว Fire Emblem Engage

รีวิว Fire Emblem Engage

การผจญภัยกู้โลกของกลุ่มผู้หาญกล้าและวีรชนในตำนาน ที่คงความคลาสสิคและนำเสนอของใหม่ได้อย่างกลมกล่อมเข้าถึงง่าย | รีวิว Fire Emblem Engage (Nintendo Switch)

2 ก.พ. 2023·3 min read

   Fire Emblem คืออีกหนึ่งตระกูลเกมสวมบทบาทผสมผสานการวางแผนกลยุทธ์ ที่อยู่คู่ Nintendo มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ภาคแรกอย่าง Shadow Dragon and the Blade of Light ที่ลงให้กับเครื่อง Famicom ในปี ค.ศ. 1990 จนปัจจุบันวันเวลาล่วงเลยมา 30 กว่าปี การมาถึงของภาคใหม่ล่าสุดภายใต้ชื่อ Fire Emblem Engage ก็ได้ปลุกกระแสให้ชาว Nintendo Switch หันมาสนใจเกมสวมบทบาทวางแผนจากตระกูล Fire Emblem กันอีกครั้ง

   กระแสความสนใจใน Fire Emblem Engage เกิดขึ้นกับทั้งกลุ่มผู้คนที่รัก ชื่นชอบ และเล่นเกมตระกูล Fire Emblem มาอย่างยาวนาน ด้วยการนำตัวละครจากภาคเก่า ๆ ในจักรวาล Fire Emblem หยิบยกมานำเสนอผ่านเรื่องราวให้แฟนเกมหน้าเก่าได้หายคิดถึงกัน ในขณะเดียวกัน ก็ดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ด้วยดีไซน์งานออกแบบที่มีสีสันจัดจ้านโดดเด่นสะดุดตา เนื้อเรื่องที่ไม่ผูกติดหรือเชื่อมโยงกับภาคก่อน พร้อมกับระบบเกมที่ผสมผสานทั้งความคลาสสิคจากภาคเก่า ๆ ควบรวมกับระบบการเล่นใหม่ที่เข้าใจง่าย จึงทำให้ทั้งแฟนเกมหน้าเก่าและแฟนเกมหน้าใหม่ ต่างเปิดใจให้กับ Fire Emblem Engage ได้อย่างง่ายดาย

   เรื่องราวของเกมนี้ ดำเนินเนื้อหาในทวีป Elyos เกี่ยวข้องกับการทำศึกสงครามกับ Fell Dragon ที่อาณาจักรทั้งสี่ได้รวมพลังกับเหล่าวีรชนจากโลกอื่น ผนึกจอมวายร้ายผู้ยิ่งใหญ่นี้เอาไว้ ทว่า 1,000 ปีต่อมา ผนึกนี้อ่อนแรงลง ทำให้ Fell Dragon กำลังจะตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลอันยาวนานอีกครั้ง และตัวเราในฐานะ Divine Dragon (ผู้เปรียบดั่งพระเจ้าปกป้องโลก) ต้องออกเดินทางพร้อมกับเหล่ามิตรสหายที่พานพบ พากันออกตามหาและรวบรวมแหวน Emblem Rings ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก อัญเชิญวีรชนในตำนานจากโลกอื่น (ตัวละครเด่นจากเกม Fire Emblem ภาคก่อน ๆ) มาร่วมทำศึกปราบจอมวารร้ายตนนี้ และนำสันติสุขกลับคืนมาสู่ทวีป Elyos ให้จงได้

      Fire Emblem Engage ใช้แนวทางการเล่าเรื่องแบบมังงะหรืออนิเมะโชเน็นประเภท “เซะไค-เค” (Sekai-Kei) หรือเนื้อหาที่เกี่ยวกับเหล่าตัวละครวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ต้องต่อสู้หาทางช่วยโลกจากภาวะวิกฤตบางอย่างให้ได้ โดยแนวทางการเล่าเนื้อเรื่องแบบนี้เคยได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน ทำให้ตลอดการเล่น ตัวผู้เขียนรู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับเรื่องราวแบบในวัยเด็ก ที่เราเติบโตมาพร้อมมังงะแนวนี้อีกครั้ง

   การดำเนินเนื้อเรื่องของ Fire Emblem Engage จะใช้ตัวเราเป็นจุดศูนย์กลางในการดำเนินเนื้อเรื่อง ออกเดินทางตามเป้าหมายที่ได้รับมาไปเรื่อย ๆ จนถึงปลายทาง ซึ่งในระหว่างทางก็จะพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้าร่วมการเดินทางไปปราบจอมวายร้ายพร้อมกับเรา เป็นแนวทางการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ก็ขาดชั้นเชิงในการเล่าเรื่องในหลาย ๆ ส่วน ทั้งบทสนทนาในหลายจุดดูกระอักกระอ่วน มีตัวละครมากมายที่ถูกส่งออกมาผ่านเรื่องราวให้ผู้เล่นได้เห็นตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงแรกที่เริ่มเล่น แต่หลายตัวละครก็กลับถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในระหว่างการเดินทาง ทำให้มีน้อยตัวละครนักที่ตัวผู้เขียนจะรู้สึกผูกพันธ์ด้วย หากให้นับจริง ๆ ก็มีแค่เหล่าผู้ดูแล Divine One และเหล่าองค์หญิงองค์ชายที่เป็นตัวละครหลักจากอาณาจักรต่าง ๆ เท่านั้นที่ตัวผู้เขียนรู้สึกผูกพันธ์ด้วย และเรื่องราวบางส่วนของเกมนี้ก็ค่อนข้างคาดเดาได้ง่าย เพราะมีรูปแบบของ “จังหวะในการดำเนินเรื่อง” ที่คล้ายคลึงกับเนื้อหาองก์ก่อนหน้า

   แต่หากจะตัดสินว่าเนื้อเรื่องของเกม Fire Emblem Engage นั้นแย่ไปเลย ก็คงหาใช่คำที่ถูกต้องนัก เพราะโครงเรื่องที่ถูกเขียนออกมาถือว่ามีหลายจุดที่น่าสนใจ และดูมีศักยภาพที่จะเป็นเนื้อเรื่องชั้นดีได้ (โดยเฉพาะเนื้อเรื่องในช่วงท้าย) เพียงแต่การเล่าเนื้อเรื่องของ Fire Emblem Engage นั้น ขาดมิติในการนำเสนอไปอย่างยิ่งยวดจนน่าเสียดายเป็นอย่างมาก หากตัวเกมสรรหาวิธีเล่าเรื่องราวให้รู้สึกถึงความเติบโต รู้สึกถึงความผูกพันธ์ระหว่างตัวละครต่าง ๆ รู้สึกถึงความสมเหตุสมผล กระจายบทให้เราเข้าถึงตัวละครหลากหลายมากขึ้น หรือรู้สึกวิธีแก้ไขปัญหาที่มีชั้นเชิงมากกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย

   ในแง่มุมการออกแบบของเกม Fire Emblem Engage นั้นเต็มไปด้วยองค์ประกอบการออกแบบของความแฟนตาซี ที่มาพร้อมกับสีสันของตัวละครเอกที่สะดุดดูแปลกตา เพียงแค่ได้เห็นภาพปกของเกมก็ดึงดูดสายตาให้เราต้องหยุดดูได้ไม่ยาก ตัวละครแต่ละตัวต่างถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งด้านอุปนิสัย เสื้อผ้าหน้าผม และ Class ประจำตัว ส่งผลให้แม้ตัวละครจะเยอะมาก แต่ตัวผู้เขียนก็จำได้ทันทีที่จัดทีมออกรบว่าตัวละครตัวไหนเก่งด้านไหน อีกทั้งฉากต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมา ไม่ว่าจะทั้งฉากแผนที่โลก ฉากบนฐานที่มั่นลอยฟ้า หรือฉากตอนต่อสู้ ต่างจัดวางองค์ประกอบฉากออกมาได้ดีและสวยงาม แต่ละด่านแต่ละอาณาจักรก็มีเอกลักษณ์ของภูมิประเทศที่แตกต่างกันจนกลายเป็นลูกเล่นแบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้เกมการเล่นมีความหลากหลายมากขึ้น

   และด้วยความที่เนื้อเรื่องของเกมมาในแนวโชเน็น เพลงประกอบของ Fire Emblem Engage จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้ฟังเพลงจากอนิเมะยุค 90s ตัวเพลงเปิดและเพลงธีมหลักของเกม จะเน้นใช้ลีดกีตาร์ผสมกับเสียงของความเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ให้ความรู้สึกปลุกใจพร้อมสู้รบเพื่อกอบกู้โลก และเพลงประกอบอื่น ๆ จะใช้องค์ประกอบของเปียโนหรือวงออเครต้า บรรเลงออกมาโดยให้ความรู้สึกของความแฟนตาซีในแบบฉบับ JRPG ซึ่งโดยรวมถือเป็นแนวเพลงที่ตัวผู้เขียนชื่นชอบและคิดว่าลงตัวกับเนื้อหาของเกมภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

   ในแง่มุมของระบบเกม หากพูดกันตามตรง เกมแนว “วางแผน” มักจะเป็นหนึ่งในหมวดหมู่ที่นักเล่นเกมในยุคปัจจุบันหลายท่านเลือกที่จะมองข้าม อาจเพราะด้วยความยาก เวลาต่อด่านที่ใช้ในการเล่นอาจจะนาน หรืออาจด้วยเหตุผลอื่น ๆ หลายปัจจัยส่งผลรวมกันทำให้เกมแนววางแผนกลายเป็นเกมที่เข้าถึงยากไปโดยปริยาย

   แต่กับเกมตระกูล Fire Emblem โดยเฉพาะใน Fire Emblem Engage นั้น มีชั้นเชิงในการนำเสนอรูปแบบเกมการเล่นที่ชวนให้เข้าถึงได้ง่าย โดยผสมผสานระหว่างระบบเกมแบบ RPG นำองค์ประกอบของการฟูมฟักปั้นตัวละครที่ชื่นชอบ มาหลอมรวมกับระบบการเล่นแบบวางแผนกลยุทธ์เทิร์นเบส จัดทีมโดยเลือกตัวละครนำลงบนสนามต่อสู้แบบช่องตาราง ทำการควบคุมตัวละครแต่ละตัวบนสนามรบ หรือที่เกมนี้เรียกว่า ยูนิต (Unit) ออกไปปราบศัตรูอย่างมีแบบแผน โดยจำนวนของตัวละครที่ใช้ได้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละด่านด้วย (เช่น บางด่านให้ผู้เล่นลงยูนิตได้ 8 ตัว บางด่านให้ลงได้มากถึง 14 ตัว)

   เมื่อเราควบคุมตัวละครใดก็ตามไปประจันหน้ากับศัตรู ก็จะเป็นการต่อสู้กันของ Unit นั้น ๆ และอาจมีลูกเล่นเสริม เช่น การโจมตีต่อเนื่อง หรือการโจมตีเป็นคอมโบ หากมีตัวละครร่วมทีมอื่นอยู่ใกล้ ๆ โดยการต่อสู้จะนำค่าพลังของตัวละครที่ประจันหน้ากันมาซัดกันตรง ๆ เลยว่าใครแข็งแกร่งกว่าด้วยการตัดเข้าฉากต่อสู้และปล่อยให้ตัวละครทั้งสองฝ่าย โต้ตอบโจมตีกันเองโดยอัตโนมัติ ตัวละครที่มีเลเวลมากกว่า มีอาวุธที่ดีกว่า มีสกิลที่ดีกว่า ก็มักจะเป็นฝ่ายคว้าชัยไป

   โดยระบบพื้นฐานของการต่อสู้ใน Fire Emblem Engage มีการนำระบบจากภาคเก่าอย่างระบบแพ้-ชนะทางของอาวุธ มาดัดแปลงเพิ่มการ Break เข้ามา โดยหากตัวละครที่เราควบคุมโจมตีด้วยอาวุธที่ชนะทาง ก็จะทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถโจมตีสวนกลับเราได้ 

   นอกจากนี้ Fire Emblem Engage ก็ได้นำเนื้อเรื่องมาดัดแปลงเพิ่มระบบใหม่ อย่างระบบ Emblem และระบบ Engage โดยระบบ Emblem คือ พลังของบรรพชน ตัวละครเก่า ๆ ภายในจักรวาล Fire Emblem โดยจะสิงสถิตอยู่ในแหวน ซึ่งบรรพชนแต่ละท่านก็บรรจุพลังแตกต่างกันไป ทั้งด้านค่าพลังพื้นฐาน และสกิล active ตัวยูนิตที่เราจะได้รับเมื่อสวมใส่ หรือที่เกมเรียกว่าการ Sync

   ส่วนระบบ Engage คือการรวมตัวกันระหว่างยูนิตและ Emblem ทำให้ยูนิตกลายเป็นร่างใหม่ ซึ่งทำให้สามารถใช้อาวุธพิเศษ (Engage weapons) สกิลพิเศษ (Engage skills) และ การโจมตีพิเศษ (Engage attacks) โดยการ Engage เป็นการรีดศักยภาพของยูนิตออกมาให้ได้มากที่สุด ตามแนวทางของ Emblem ว่าเป็นสายใด อย่างเช่น สายโจมตีระยะไกล ระยะใกล้ สายฮีลเลอร์ หรือสายสนับสนุน เป็นต้น 

   ระบบการต่อสู้ที่กล่าวมาทั้งหมด ทั้งของเดิมที่ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ และระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ต่างช่วยให้เกมการเล่นของ Fire Emblem Engage นั้นสนุกสนาน มีลูกเล่นที่พลิกแพลงได้หลากหลายมากขึ้น และยังเป็นส่วนที่ช่วยให้ตัวเกมในภาคนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย

   ซึ่งตัวเกมก็ได้มีโหมดการเล่นให้เลือกหลัก ๆ แบ่งออกเป็นสองโหมด คือโหมด Casual ที่หากตัวละครพลังชีวิตลดจนเหลือ 0 ก็จะแค่ออกจากสนามรบไป เริ่มเล่นด่านใหม่ก็จะกลับมาเลือกเล่นเหมือนเดิม กับอีกอันคือโหมด Classic ที่หากตัวละครพลังชีวิตลดจนเหลือ 0 ก็จะตายจริง ๆ เลย ไม่สามารถนำกลับมาเล่นได้อีกตลอดเกม นอกจากสองโหมดที่กล่าวมาแล้ว ตัวเกมยังมีระดับความยากให้เลือกอีกสามระดับ ได้แก่ Normal, Hard และ Maddening นับว่าตัวเกมมีตัวเลือกให้ผู้เล่นหลายระดับได้เลือก อยากจะเล่นผ่อนคลายสบาย ๆ ก็เล่นโหมด Casual แบบ Normal หรือหากชีวิตประจำวันของคุณยังไม่ท้าท้ายมากพอ ก็ลองเล่นโหมด Classic แบบ Maddening ดูได้ แต่ไม่ว่าจะโหมดไหน ๆ ผู้เล่นอย่างเราคงไม่มีใครที่อยากให้ตัวละครที่เราชื่นชอบนั้นล้มหมอนนอนเสื่อกลางสนามรบเป็นแน่ ทำให้เราต้องคอยหาโอกาสในการปั้นตัวละครแต่ละตัวให้เก่งขึ้นอยู่เสมอ

   โดยระบบการพัฒนาตัวละครของ Fire Emblem Engage มีความเกี่ยวพันกันหลายส่วน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาเลเวลของตัวละคร ซึ่งจะส่งผลให้ตัวละครมีค่าพลังพื้นฐานเติบโตขึ้นตามระดับเลเวลไปเรื่อย ๆ ผู้เล่นสามารถปั้นเลเวลตัวละครได้ด้วยการเข้าระบบ Arena หรือเล่นด่านเสริมอย่าง Skirmish, Training, Tower of Trails หรือด่านเนื้อเรื่องเสริมอย่าง Paralogue ซึ่งด่านแต่ละแบบก็จะมีความยาก เงื่อนไขในการชนะ และค่าประสบการณ์ที่ได้แตกต่างกัน

   เมื่อเลเวลตัน ผู้เล่นจะมีทางเลือกคือการเปลี่ยน Class (อาชีพตัวละคร) จะเปลี่ยนเป็น Class ใหม่ หรือเปลี่ยนเป็น Class เดิมแต่เริ่มนับเลเวล 1 ใหม่ก็ได้ (เปลี่ยนเป็น Class เดิม ค่าสเตตัสไม่ถูกรีเซ็ต) ซึ่งการจะเปลี่ยน Class ใหม่ได้นั้น ตัวละครแต่ละตัวจะต้องผ่านเงื่อนไขที่กำหนดก่อน เช่น ตัวละครบางตัวสามารถใช้ดาบได้ในช่วงแรก แต่หากเราอยากเปลี่ยน Class ให้ตัวละครนั้นใช้ขวานได้ จำเป็นจะต้องมีระดับของความชำนาญในการใช้ขวานเพียงพอเสียก่อน ซึ่งระดับความชำนาญอาวุธเหล่านี้ จะได้จากการนำตัวละคร Unit มาสวมใส่แหวน Emblem และพัฒนาความสัมพันธ์กับ Emblem นั้นจนถึงเลเวลที่กำหนด ระบบนี้ทำให้เกิดการนำวีรชนในตำนานแต่ละคน มาสับเปลี่ยนหมุนเวียนใส่แหวนจับคู่กับตัวละคร Unit ต่าง ๆ ที่เราต้องการ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เรียนรู้และลองจับคู่ Unit และ Emblem ต่าง ๆ ไปในตัว หรือหากไม่อยากเสียเวลาจับคู่ Unit และ Emblem ตัวเกมก็มีห้อง Arena ที่ผู้เล่นสามารถใช้แต้ม เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของ Unit และ Emblem ได้ในทันควัน

   และนอกจากนี้ ตัวเกมก็ยังมีระบบให้ผู้เล่นได้วิ่งเล่นสำรวจฉากนอกการต่อสู้ ณ ฐานที่มั่นลอยฟ้าที่ชื่อว่า Somniel เป็นสถานที่ไว้สำหรับ พูดคุย สร้างความสัมพันธ์กับตัวละครต่าง ๆ และไว้สำหรับเตรียมการวางแผนก่อนออกการรบในครั้งถัดไป โดยมีสถานที่หลากหลาย ทั้งร้านขายอุปกรณ์และของสวมใส่ ไว้สำหรับซื้อขาวของอัปเกรดอุปกรณ์ให้ Unit แต่ละตัวแข็งแกร่งขึ้น มีสถานที่ต่าง ๆ ไว้สำหรับการพัฒนาตัวละครที่เราควบคุม มีสถานที่สำหรับพูดคุยและอัปเกรดพลังของวีรชนที่สถิตอยู่ในแหวน และยังมีสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นดั่งมินิเกม ให้ผู้เล่นได้ผ่อนคลายจากการต่อสู้ เช่น การตกปลา, ดูดวง, ดูแลสัตว์เลี้ยงและสัตว์วิเศษ, การออกกำลังกาย และอื่น ๆ

   หากให้พูดตามตรง ฐานที่มั่น Somniel เป็นหนึ่งในระบบของเกมการเล่นที่มีบางส่วนไม่ค่อยถูกใจตัวผู้เขียนมากนัก ในช่วงแรกของการเล่น ตัวผู้เขียนมีความรู้สึกว่าการสำรวจและทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการพูดคุยกับตัวละครทุกตัว การชวนตัวละครที่ชื่นชอบทานข้าว การออกกำลังกายเพิ่มค่าสเตตัส การกลับมาวิ่งรอบ Somniel เพื่อเก็บไอเทมไว้ใช้อัปเกรดอาวุธตัวละคร การเข้า Arena เพื่ออัปเลเวลตัวละคร การขัดแหวน Emblem เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของ Unit กับ Emblem ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและควรกลับมาทำทุกครั้งที่จบด่าน

   แต่พอเล่นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกม ฐานที่มั่น Somniel เป็นระบบที่ทำให้ตัวผู้เขียนไม่อยากกลับไปยุ่มย่ามเหมือนช่วงต้นเกมมากนัก เพราะให้ความรู้สึกที่เสียเวลามากเกินไป และดูเหมือนไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรจากการสร้างความสัมพันธ์กับเหล่าตัวละครต่าง ๆ มากนัก เหตุผลหลักมาจากการเล่าเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยมีมิติจากที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้แม้ระดับความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวจะมากขึ้น แต่บทสนทนาหรือเรื่องราวที่เล่าออกมากลับไม่ได้น่าสนใจเท่าที่ควร มีเรื่องราวเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยเข้าถึงตัวละครบางตัวเท่าที่ควรด้วย โดยหากย้อนกลับไปในภาค Three Houses ตัวผู้เขียนจะรู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครที่ชื่นชอบมากกว่า เพราะนอกจากบทสนทนาทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังมีการนำพาตัวเอกไปทำภารกิจเนื้อเรื่องเสริมของตัวละครต่าง ๆ ที่เราชื่นชอบด้วย ซึ่งจุดนี้ของภาค Three Houses เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างอารมณ์ให้ผู้เล่นรู้สึกเข้าใจในการเติบโตของแต่ละตัวละคร แต่ภาค Engage มีเพียงแค่บทสนทนาสั้น ๆ (ที่บางเรื่องก็ดูไม่มีสาระเท่าไหร่) ทำให้ตัวผู้เขียนไม่รู้สึกอินกับบางตัวละครนั่นเอง

   นับว่าระบบเกมการเล่นของ Fire Emblem Engage คือจุดที่แบกเกมนี้ไว้ได้เป็นอย่างดี เล่นสนุก เข้าถึงง่าย ชดเชยในส่วนที่เนื้อเรื่องเล่าได้ราบเรียบเกินไปได้เป็นอย่างดี ทำให้ตัวผู้เขียนติดหนึบกับเกมนี้และเล่นได้อย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา นับแค่เรื่องของระบบเกมการเล่นก็แทบอยากทำให้ตัวผู้เขียน แนะนำให้ใครก็ตามที่สนใจเกมตระกูล Fire Emblem แล้วไม่เคยลอง หรืออาจเป็นผู้ที่กำลังมองหาเกมวางแผนกลยุทธ์เทิร์นเบสอยู่ ลองมาหยิบจับ Fire Emblem Engage กันได้เลย

   ในแง่มุมของประสิทธิภาพของเกม นับว่า Fire Emblem Engage ทำตัวเกมออกมาได้ลื่นไหลมากพอสมควร และหากเทียบกับเกมใน Nintendo Switch ด้วยกัน ก็ถือว่าคุณภาพของกราฟิกนั้นสวยงามมาก ๆ ในระดับที่ตัวผู้เขียนรู้สึกว่า “สวยและลื่นจนน่าตกใจ” แน่นอนว่าอาจมีหลายจุดที่แสงเงา หรือรายละเอียดพื้นผิว (Texture) บางส่วนอาจจะดูไม่ละเอียด หรือไม่สวยงามเทียบเท่ากับเกมระดับ Next-gen แต่ต้องยอมรับเลยว่า Fire Emblem Engage ถือเป็นหนึ่งในเกมบน Nintendo Switch ที่ภาพสวยมาก ตลอดการเล่นตัวผู้เขียนก็ไม่เจอบั๊กอะไรเลย มีเรื่องเล็กน้อยที่บางฉากอาจมีเฟรมเรตตกบ้าง แต่จริง ๆ ก็ตกลงแค่เพียงเล็กน้อยจนสามารถมองข้ามได้ไม่ยาก

   แม้เนื้อเรื่องของ Fire Emblem Engage อาจจะใช้จังหวะการเล่าเรื่องที่ดูไร้มิติ คาดเดาง่าย และเพิ่งจะมาฉายแสงความน่าสนใจเล็กน้อยในช่วงท้ายเกม แต่ทั้งงานออกแบบ ประสิทธิภาพของตัวเกม และระบบเกมการเล่น คือส่วนที่ช่วยส่งเสริมให้ตัวเกมนั้นสนุกเพลิดเพลินจนวางมือไม่ลง ทำให้ตัวผู้เขียนนั้นดำดิ่งอยู่กับการคอยปั้นพัฒนาตัวละครที่ชื่นชอบผ่านการเล่นโหมดต่าง ๆ ได้หลายสิบชั่วโมงต่อวัน ถือเป็นเกมสวมบทบาทวางแผนกลยุทธ์เทิร์นเบส ที่ออกมาต้อนรับชาว Nintendo Switch ในปี 2023 ได้อย่างสวยงาม และหากมีใครมาถามตัวผู้เขียนว่า “ถ้าอยากลองเล่นเกมแนววางแผนควรเล่นเกมอะไรดี ?” Fire Emblem Engage จะเป็นอีกหนึ่งชื่อที่โผล่เข้ามาในหัวของตัวผู้เขียนแน่นอน

Fire Emblem Engage
Nintendo Switch

Fire Emblem Engage

เกมแนว Turn-Base ล่าสุดจากซีรีส์ Fire Emblem กับเรื่องราวการทำศึกสงครามกับ Fell Dragon ที่อาณาจักรทั้งสี่ได้รวมพลังกับเหล่าวีรชนจากโลกอื่น ผนึกจอมวายร้ายผู้ยิ่งใหญ่นี้เอาไว้ ทว่า 1,000 ปีต่อมา ผนึกนี้อ่อนแรงลง ทำให้ Fell Dragon กำลังจะตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลอันยาวนานอีกครั้ง และตัวเราในฐานะ Divine Dragon ต้องออกเดินทางพร้อมกับเหล่ามิตรสหายที่พานพบ พากันออกตามหาและรวบรวมแหวน Emblem Rings ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก อัญเชิญวีรชนในตำนานจากโลกอื่น (ตัวละครเด่นจากเกม Fire Emblem ภาคก่อน ๆ) มาร่วมทำศึกปราบจอมวารร้ายตนนี้ และนำสันติสุขกลับคืนมาสู่ทวีป Elyos ให้จงได้

Release Date

20 ม.ค. 2023


8

Story

6

Design

8

Gameplay

8.5

Performance

9.5

Zabbid

Hello Gamer ! It's time to play.

Game's On

The best community experience, with best support for creator

Sign In