Join the Game's on Community!
Join the Game's on Community!
หากจะกล่าวถึงนิยามเกม Warhammer 40,000: Darktide แบบกระชับและได้ใจความ คงไม่มีประโยคใดชัดเจนไปกว่าคำตามพาดหัวบทความรีวิวฉบับนี้ “เกมที่ระบบต่อสู้สุดยอดเยี่ยม แต่เปี่ยมด้วยปริมาณคอนเทนต์แสนแห้งแล้ง” ด้วยสภาพและสถานะของเกมในช่วงปัจจุบัน ผสมกับความคาดหวังของผู้เล่น ที่สั่งสมมาจากผลงานเก่าของทีม Fatshark ผู้พัฒนาเบื้องหลังเกม Warhammer: Vermintide ทั้งสองภาค จึงทำให้ Warhammer 40,000: Darktide ออกมากลายเป็นผลงานเชิง
“ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ”
Darktide ยังคงดำรงแนวทางเป็นเกมล้างบางทลายฝูงศัตรู แบบร่วมมือฝ่าฟันกับเพื่อนในทีม (co-op horde game) ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ Vermintide โดยความสุดยอดของระบบเกมใน Darktide ก็เป็นการต่อยอดมาจาก Vermintide เป็น “สามสิ่ง” ของเกมนี้ ที่ทำได้ยอดเยี่ยมตามความคาดหวังของผู้ชื่นชอบ Vermintide และเป็นสามสิ่งที่ทำให้เรายังคงเล่นเกมนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเบื่อกันไปก่อน หรือจนกว่าจะอัปเดตคอนเทนต์จนสมบูรณ์ โดยสิ่งแรกคือ
“ระบบการต่อสู้ ทั้งระบบการใช้อาวุธระยะประชิดและระบบการยิงปืน”
ในด้านระบบการใช้อาวุธระยะประชิด ความดีงามเกมใด ๆ ใน Vermintide 2 ล้วนถูกนำมาสานต่อใน Darktide แบบไม่ขาดตกบกพร่อง สำหรับผู้เขียนแล้ว นี้คือหนึ่งในเกมที่มีระบบการใช้อาวุธระยะประชิด “ยอดเยี่ยมที่สุดในเกมยุคปัจจุบัน” ด้วยการตอบสนองจากเกมสู่ผู้เล่น การฟาด ปาด และตี ทั้งในด้านเสียง แอนิเมชันการเคลื่อนไหวของมุมมองผู้เล่น มันนำเสนอถึงการตอบสนองของวัตถุที่เรากำลังลงไม้ลงมือฟาดได้อย่างแม่นยำ เราฟาดเกราะ ฟาดร่างเนื้อ เรารู้สึกว่าได้ฟาดเกราะ ฟาดร่างเนื้อจริง ๆ และเมื่อเราได้รับการตอบสนองว่าเรากำลังฟาดสิ่งนั้น ๆ มันจึงทำให้เรา “เชื่อ” ว่าเราไม่ได้แค่ฟาดโมเดลในเกมเท่านั้น
ส่วนระบบการยิงปืน เป็นระบบที่เกมพยายามยกระดับความสำคัญให้กลายเป็นระบบหลัก โดยใน Vermintide 2 แม้ว่ามีระบบการยิงปืนเช่นเดียวกัน แต่มันเป็นเพียงแค่เกมการเล่นเฉพาะตัวละครเท่านั้น ตัวเกมจึงไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับระบบการใช้อาวุธระยะประชิด
แต่ใน Darktide ทุกอาชีพสามารถใช้ปืนได้ทั้งหมด โดยความดีงามของระบบการยิงปืนในเกมนี้คือ ปืนทุกกระบอกล้วนถูกนำเสนอความเฉพาะตัวของแต่ละกระบอกได้อย่างชัดเจน รวมถึงการตอบสนองการยิง ทั้งแอนิเมชันการรีโหลด การขึ้นลำ การคุมแรงสะท้อนกลับของปืน ที่ทำออกมาได้อย่างสะใจ ถึงเลือดถึงเนื้อ ทำให้เราเชื่อว่าปืนทุกกระบอกมีอยู่จริง แม้ว่าแท้จริงแล้ว มันจะเป็นปืนในจักรวาล Warhammer 40,000 เท่านั้น
โดยระบบการยิงปืนอาจจะไม่ดีงามเท่าการตอบสนองของระบบการใช้อาวุธระยะประชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมพัฒนา Fatshark ตกผลึกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องกล่าวว่า ระบบการยิงปืนของเกมนี้ สามารถยืนหยัดในยุคทรงอิทธิพลของ Modern Warfare (2019 และ 2022) ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ส่วนสิ่งที่สองที่ทำได้ยอดเยี่ยมตามความคาดหวัง คือ “ระบบอาชีพ” โดยใน Darktide ระบบอาชีพมันเป็นสิ่งที่ส่งผลให้ระบบต่อสู้ข้างต้น มีความโดดเด่นและชัดเจนมากกว่าเดิม เพราะทุกอาชีพมีความจำเป็นใน “การเล่นเป็นทีม” มากกว่า Vermintide เสียด้วยซ้ำ และตัวเกมออกแบบให้เล่นแบบครบทุกอาชีพในทีม การเล่นอาชีพแบบทับซ้อนระหว่างคนในทีม อาจทำให้ลดประสิทธิภาพในการต่อสู้เป็นทีมอย่างเห็นได้ชัด
โดยอาชีพใน Darktide มี 4 อาชีพหลัก ได้แก่
Ogryn Skullbreaker รับบทเป็นแท็งก์ผู้รับมือรับเท้าศัตรูประจำทีม (off tank)
Veteran Sharpshooter รับบทเป็นตัวทำความเสียหายหลักประจำทีม (main DPS)
Zealot Preacher รับบทเป็นสายควบคุมฝูงศัตรู (crowd control)
Psyker Psykinetic รับบทเป็นสายสร้างความเสียหายแบบเป้าเดี่ยว (single-target glass cannon)
สังเกตได้ว่าทุกอาชีพมีภาระหน้าที่ของตัวเองทั้งหมด การรู้หน้าที่และทำตามหน้าที่ของตัวเองได้ดี จะยิ่งทำให้ทีมมีประสิทธิภาพในการต่อสู้มากยิ่งขึ้น แต่กลับกัน หากไม่ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี หรือ การมีอาชีพทับซ้อนกันในทีม มันคือการเปิดแผลจุดอ่อนในทีม สร้างความลำบากในการเล่นรอบนั้น ๆ เนื่องจากหน้าที่ของแต่ละอาชีพ เป็นสิ่งไม่สามารถทดแทนกันได้
ยกตัวอย่างเช่น ทีมมี Psyker ซ้อนกันสองคนในทีม ส่วนที่เหลือคือ Zealot และ Veteran ฉะนั้น ภาระหนักของการแท็งก์จะไปตกอยู่ที่ Zealot ซึ่งตัว Zealot ก็ไม่ใช่แท็งก์หลักประจำทีมอยู่แล้ว หรือกลับกัน หากทีมไม่มี Psyker ทีมจะมีปัญหาในการเด็ดหัวศัตรูระดับ elite ส่งผลให้เปลืองทั้งเวลา เปลืองทั้งกระสุน และเพิ่มความเสี่ยงในการเอาตัวรอด เป็นต้น
ส่วนสิ่งสุดท้าย ที่ส่งเสริมให้ระบบการต่อสู้ของเกมสูบฉีดด้วยอารมณ์แห่งความเดือดดาลสุดขีด คือ “ดนตรีประกอบ” ด้วยฝีมืองานประพันธ์จากสุดยอดนักประพันธ์เพลงแห่งวงการวิดีโอเกม คุณ แจสเปอร์ คิด (Jesper Kyd) เจ้าของผลงานเพลงที่ยังตรึงใจใครหลายคน อย่างดนตรีประกอบเกม Assassin's Creed II เพลง Ezio's Family
ดนตรีประกอบในเกม Darktide ล้วนเป็นบทเพลงที่ฟังแล้วเรารู้สึกทันทีว่า “มันคือ Warhammer 40,000” อย่างไม่ต้องสงสัย หากจะมีงานเพลงใดที่สื่ออารมณ์แห่งจักรวาลกริมม์ดาร์ค (grimdark) ได้เหมาะสมและซื่อตรงมากที่สุด เพลงที่สื่อสารทั้งอารมณ์ความรุนแรง อลหม่าน น่ารังเกียจ และไร้ศีลธรรม สู่ผู้ฟังแบบไม่อ้อมค้อม รวมถึงมันหล่อหลอมให้ระบบการต่อสู้ของ Darktide ขึ้นสู่จุดสูงสุดของความบ้าคลั่งไปโดยปริยาย และกลายเป็นระบบที่แบกความน่าผิดหวังอื่น ๆ ของเกมจนหลังแอ่น เป็นสิ่งที่เรากำลังจะกล่าวต่อไป นั่นคือเรื่อง
“ปริมาณคอนเทนต์ของเกม”
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนกังวลใจมาตั้งแต่ช่วง pre-order beta แต่ช่วงนั้นยังได้แต่เพียงกังวลใจ แต่ยังไม่สามารถฟันธงอะไรไปได้มากกว่านั้น เนื่องจากยังเป็นเพียงช่วง beta เพราะตัวเกมฉบับวันปล่อยให้เล่นจริงจะมีคอนเทนต์เพิ่มเติมตามที่ผู้พัฒนาแจ้งเอาไว้ แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กังวลไว้ก็กลายเป็นจริง ปริมาณคอนเทนต์ตัวเกมฉบับวันปล่อยให้เล่นจริงก็แทบจะไม่แตกต่างจากฉบับ beta เพิ่มเพียงแค่ 3 ภารกิจ กับออกแพตช์ปรับปรุงสมดุลและประสิทธิภาพของตัวเกมเท่านั้น
ปัจจุบัน เกมมี 13 ภารกิจ แต่ละภารกิจก็จะมีแผนที่และภารกิจหลักแบบตายตัว โดยเกมจะสุ่มภารกิจรอง สุ่มความยากของภารกิจ และสุ่มเหตุการณ์พิเศษ ใส่เพิ่มเติมไปในแต่ละภารกิจ เพื่อเพิ่มความท้าทายและเพิ่มรางวัลตอบแทนเมื่อทำภารกิจสำเร็จ โดยเกมจะมีเวลานับถอยหลังเพื่อรีเซตและสุ่มภารกิจใหม่ ๆ ให้ได้เล่นวนไปเรื่อย ๆ แตกต่างกับ Vermintide 2 ที่จะเป็นภารกิจตายตัว (premade) ให้ผู้เล่นได้เล่นไล่ลำดับไปตามบท แต่ละบทก็จะมีหลายด่านให้เล่นต่อเนื่องจนจบเรื่องราวในบทนั้น ๆ
พิจารณาเป้าประสงค์จากรูปแบบภารกิจของ Darktide เกมต้องการให้เราได้วนไปเล่นด่านอื่น ๆ อย่างทั่วถึง แทนที่จะจมฟาร์มอยู่กับด่านเดิม ๆ ซ้ำ ๆ และเพิ่มความท้าทายบ้างในบางโอกาส หากเกมสุ่มเพิ่มภารกิจรอง เพิ่มความยากของภารกิจ และสุ่มเหตุการณ์พิเศษใส่ในแผนที่นั้น ๆ แต่ปัญหาจากการใช้ระบบนี้คือ “ความลุ่มลึก” ของภารกิจที่ถูกลดทอนอย่างชัดเจน รวมถึงจังหวะและความลุ่มลึกของการเล่าเรื่องภายในเกมเช่นกัน มันเป็นองค์ประกอบที่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่ากับภารกิจตายตัว
ประกอบกับตอนนี้ ระบบความก้าวหน้าของตัวละคร (character progression) มีเพียงระบบพื้นฐานของเกมจำพวกนี้ อย่าง ระบบการอัปเลเวลตัวละครเพื่อปลดสกิล passive อาชีพของตัวละคร (และปัจจุบันก็ยังไม่มีอาชีพรองของแต่ละอาชีพแบบเกม Vermintide) ระบบการซื้อและอัปเกรดอาวุธเพื่อดันค่าเกียร์ และระบบการทำภารกิจท้าทายรายสัปดาห์ และภารกิจท้าทายของเกม เพื่อนำไปซื้ออาวุธ ปลดเครื่องแต่งกายใหม่ ๆ อีกกระทั่งเนื้อเรื่องหลักภายในเกม ปัจจุบันเป็นเพียงแค่ “บทเกริ่นนำ” เท่านั้น กับเรื่องราวเส้นทางชีวิตของเหล่า Acolytes ผู้เป็นสุนัขรับใช้ของเหล่า Inquisitor
แม้ผู้เขียนเข้าใจว่าสาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ เนื่องจากเกม Darktide เปลี่ยนแนวทางธุรกิจไปเป็นเกมแบบ games as a service หรือ live service games ที่จะมีการอัปเดตคอนเทนต์ให้เรื่อย ๆ เพื่อยืดระยะอายุของการบริการเกม และดึงจำนวนผู้เล่นให้ยังอยู่กับเกมตลอดเวลา แต่ด้วยสภาพและสถานะของเกมในช่วงปัจจุบัน (state of the game) มันแสนโล่งโจ้งและแห้งแล้งจนเกินไป (bare bones) เมื่อเปรียบเทียบกับเกมที่ใช้แนวทางธุรกิจแบบเดียวกัน ในช่วงเปิดให้บริการเกมวันแรก ๆ อย่างเช่น Destiny เป็นต้น
ผสมโรงกับอีกปัจจัยที่ทำให้สิ่งสถานะของเกมในช่วงปัจจุบัน หนักหนาสาหัสกว่าเดิม คือ ประสิทธิภาพของตัวเกมฉบับตัวเต็มก็ยังไม่ค่อยสมประกอบ แม้จะดีกว่าฉบับ pre-order beta ไม่มากนัก ซึ่งก็ต้องรอการอัปเดตปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเกมอีกต่อไป สุดท้ายก็ซ้ำรอย Vermintide อีกจนได้ กับปัญหาเดิม ๆ ของทีมพัฒนา Fatshark
หากให้กล่าวโดยสรุป Warhammer 40,000: Darktide คือเกมประเภท “ถ้าไม่รักกันจริง ก็รออัปเดตจะดีกว่า” แม้ว่าระบบการต่อสู้ยอดเยี่ยม ผสมกับระบบอาชีพและดนตรีประกอบ จะสามารถทำให้คุณหลงรักและจมอยู่กับเกมนี้ได้สักพัก แต่เราก็ไม่สามารถมองข้ามความแห้งแล้งของคอนเทนต์เกมได้แม้แต่น้อย สภาพของเกมที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ โดยในอนาคต หากเกมได้รับการอัปเดตคอนเทนต์จนสมบูรณ์ ด้วยเกมที่มีระบบพื้นฐานและโครงสร้างเกมที่ดีอยู่แล้ว เชื่อว่าเกมจะไปสู่จุดที่ควรจะเป็นอย่างแน่นอน
Warhammer 40,000: Darktide
สู่จักรวาล 40K มุ่งตรง ลงชั้นล่างของ Hive City เมืองอุตสาหกรรมสลัมชน กวาดล้างคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตน วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดาในโลก 40K เริ่มต้นขึ้น คุณ พวกพ้อง และเหล่า Inquisition ต้องสะสางปัญหานี้กันอีกครั้งอีกครา จับลาสกัน (Lasgun) ให้มั่น และมุ่งหน้าบั่นร่างศัตรูไปด้วยกัน
Release Date
30 พ.ย. 2022
Story
6
Design
8
Gameplay
8
Performance
5
Game's On
The best community experience, with best support for creator
Sign In







