Join the Game's on Community!
Join the Game's on Community!
หลังจากที่ได้แนะนำว่าเป็นหนึ่งในเกมน่าเล่นในช่วงครึ่งปีหลัง ค.ศ. 2022 วันนี้ Midnight Fight Express หรือ “ปิดเมืองฆ่า ล่าข้ามคืน” ปล่อยให้เล่นอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย แล้วความคาดหวังที่ถูกตั้งไว้จากสังคมนักเล่นเกม จะได้รับการตอบสนองอย่างสาสมใจ กลายเป็นหนึ่งในเกมอินดี้แห่งปี หรือทิ้งให้พวกเราห่อเหี่ยวใจ เป็นเพียงอีกหนึ่งเกมอินดี้กลาง ๆ เท่านั้น
“เราคงต้องมาลองดูกันสักตั้ง”
Midnight Fight Express มาในแนวอนาล็อกคู่ สู้สิบทิศ (twin-stick beat ‘em up) ซึ่งเกมได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์แอ็กชันหลายแขนง ตั้งแต่แนวศิลปะป้องกันตัวนัวหมัด จนถึงแนวสาดกระสุนอย่างมีสไตล์ (gun-fu) โดยผู้เล่นจะได้เข้าไปฟาดฟัน เอาตัวรอดอยู่ในแต่ละเหตุการณ์คับขัน ที่ทำเอาผู้เล่นต้องตบเข่าฉาด เพราะรู้ว่าเกมอ้างอิงมาจากภาพยนตร์ในเรื่องใดบ้าง เรียกว่าผู้พัฒนาเกมนี้อย่าง คุณ เจค็อบ ดไวเนล (Jacob Dzwinel) ได้สร้างมาเพื่อปลดปล่อยความคลั่งไคล้ต่อภาพยนตร์แอ็กชันเต็มสูบ
เรื่องราวของเกม ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น “หน้าละอ่อน” (Babyface) ได้รับภารกิจจากโดรนปริศนา ซึ่งเป็นภารกิจโคตรอันตราย คล้ายเป็นภารกิจฆ่าตัวตาย นั้นก็คือ กวาดล้างเหล่าอาชญากรทั่วทั้งเมืองให้ได้ก่อนรุ่งสาง ผู้เล่นต้องใช้ความสามารถในการต่อสู้ที่มี รวมถึงสิ่งของรอบตัว (มีดินสอไหม?) อาวุธรอบกาย ฟันฝ่าภยันตรายให้จงได้
ต้องกล่าวกันตามตรงว่า เรื่องราวในเกมนี้ หาใช่ประเด็นหลักที่เกมต้องการนำเสนอ เหตุผลการมีเนื้อเรื่องมันก็คือเหตุผลที่ทำให้เราได้ออกไปตะบันหน้าวายร้ายทั่วเมือง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแย่ แถมมันตอบโจทย์คอวิดีโอเกมและคอหนังแอ็กชันเสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรก็ตาม เราโหยหาการต่อสู้ดิบ ๆ เดือด ๆ เคล้าคลอไปกับเพลงประกอบแนวอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่ามาจดจ่อกับเรื่องราวเสียมากกว่า
หากให้กล่าวแบบเข้าใจง่าย Midnight Fight Express คือ “เช็กลิสต์” ของแนวแอ็กชันจากวัฒนธรรมป๊อป (pop culture) เมื่อเล่นจบ เราเข้าใจทันทีว่าผู้พัฒนาเขาคลั่งไคล้แนวแอ็กชันแบบสุดขีด เขาตั้งใจรวบรวม และบรรจงใส่ทุกอย่างที่ล้วนเป็นขนบ เป็นหมุดหมายของแนวแอ็กชันจากวัฒนธรรมป๊อป ในสองทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ. 2000-2020)
ยกตัวอย่างเช่น
John Wick - มี ✓
The Matrix - มี ✓ (ค.ศ. 1999 หยวน ๆ หน่อย ปีเดียวเอง)
Call of Duty 4: Modern Warfare - มี ✓
Grand Theft Auto - มี ✓
Halo - มี ✓
“ที่จริงมีมากกว่านี้อีกเยอะ แต่อยากให้ไปเจอในเกมเองมากกว่า พร้อมกับทำท่าแบบมีมชี้หน้าจอของ ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (Leonardo DiCaprio) ตอนเจอฉากถูกใจสายแอ็กชันของชาวเรา”
เมื่อเช็กลิสต์ดังกล่าว มาประกอบร่างกับงานภาพ เสียงประกอบ และดนตรี มันช่วยยกระดับบรรยากาศระหว่างการเล่นได้เป็นอย่างดี กราฟิกและแนวทางงานศิลป์ ที่เลือกใช้แนวคอมมิคแต่อัดแน่นไว้ซึ่งความรุนแรง ความดิบเถื่อนของการฉีกขาด กะซวกร่างเนื้อ เสียงต่อย เสียงเตะ สลับเสียงลูกปืน ล้วนบรรเลงไปพร้อมกับเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ มันกลายเป็นสูตรสำเร็จของแนวแอ็กชันในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในเมื่อสูตรสำเร็จยังใช้ได้ผล ก็คงไม่มีเหตุจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรให้มากความ
ส่วนด้านระบบการเล่น Midnight Fight Express เกมนำเสนอในแนวอนาล็อกคู่ สู้สิบทิศ ซึ่งเป็นแนวเกมที่ผู้พัฒนาเกมฟอร์มเล็กหรือเกมอินดี้ มักเลือกใช้ เพราะเป็นแนวเกมที่สามารถเสริมเติมแต่งแนวคิดใหม่ ๆ ได้หลากหลาย เราเห็นแนวเกมดังกล่าวในปัจจุบันที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อย่างเช่น
The Hong Kong Massacre ที่เน้นความวิจิตรของการฆ่า ผ่านศิลปะการสาดกระสุน “นกพิราบ/ปืนคู่/สู้แบบหน่วงเวลา” สูตรสำเร็จที่ไร้ข้อครหา เหนือกาลเวลา ของ จอห์น วู (John Woo) ผู้กำกับภาพยนตร์แอ็กชันชาวฮ่องกง
SYNTHETIK ที่เน้นระบบการยิงปืนที่หนักแน่น เชิงกลยุทธ์แบบคูล ๆ เท่ ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสร้างแนวทางการเล่นของตัวเอง
RUINER ที่เน้นการต่อสู้ฉับไว ไร้จุดพักหายใจหายคอ และท้าทายฝีมือจนต้องร้องขอชีวิต ผ่านความงามบนความโสมมของโลกไซเบอร์พังค์ ล้อเลียนเมืองหลวงบ้านเรา เมือง Rengkok
Police Stories ที่เน้นการต่อสู้เชิงกลยุทธ์ระยะประชิด (close-quarters combat) ดึงจังหวะให้ช้า แล้วเพิ่มมิติของด้านการวางแผนเฉพาะหน้ามาแทน ตามแนวทางของตำรวจปราบปราม
Hotline Miami เร็ว ไว วรยุทธใต้หล้าตัดสินแพ้ชนะวัดที่ความเร็ว ผลักดันการตอบสนองทางร่างกายของผู้เล่นจนถึงขีดสุด ถือเป็นเกมปลุกกระแสแนวอนาล็อกคู่ให้กลับมาเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน
ซึ่ง Midnight Fight Express เป็นอีกหนึ่งในกรณีตัวอย่าง เกมพยายามหาจุดนำเสนอใหม่ ๆ ให้ไม่ซ้ำรอยกับเกมแนวอนาล็อกคู่ในตลาด จึงเกิดเป็นเกมแนวอนาล็อกคู่ ที่ผสมความเป็นเกมต่อสู้ระบบ “ฟรีโฟลว์” (Freeflow) เป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่คาดคิดว่าจะเจอในเกมแนวอนาล็อกคู่
ระบบต่อสู้ฟรีโฟลว์ เป็นระบบที่เรามักคุ้นกันดีในเกมซีรีส์ Arkham ของทีมพัฒนา Rocksteady Studios และ Shadow of Mordor ของทีมพัฒนา Monolith Productions ระบบดังกล่าวจะเน้นการต่อสู้กับศัตรูเป็นกลุ่มก้อน เน้นความลื่นไหลของการต่อท่าโจมตีเป็นชุด พร้อมทั้งต้องหลบหลีกการขัดจังหวะจากศัตรู และทำการสวนกลับ (parry/counter) จุดเด่นของระบบนี้ คือการ “ดูด” ตัวผู้เล่นเข้าไปหาศัตรูเมื่อทำการกดโจมตี เป็นการล็อกเป้าแบบกลาย ๆ
ซึ่งถ้าพิจารณาจากการเล่นช่วงครึ่งแรกของเกม (ด่าน 1 ถึง 20) ตัวเกมก็ทำได้ตามมาตรฐานของระบบดังกล่าว โดยเกมเปิดโอกาสให้เราได้อัปเกรดท่าโจมตีพิเศษใหม่ ๆ ให้ผู้เล่นมีความสามารถครบมือ พร้อมใช้ในการต่อกรกับศัตรูหลากหลายรูปแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อขัดจังหวะผู้เล่นโดยเฉพาะ
แต่ปัญหากลับเริ่มแดงขึ้น บาดแผลของระบบนี้เริ่มออกลายในช่วงครึ่งหลังของเกม (ด่าน 21 ถึง 40) เนื่องด้วยระบบต่อสู้ฟรีโฟลว์ถูกลดทอนความสำคัญ มันตกม้าตายเพราะ “การวางปริมาณและประเภทของศัตรู” แต่ละกลุ่มไม่ค่อยสมดุล รวมถึงในบางช่วงของบางด่าน ซึ่งสร้างเงื่อนไขที่บีบผู้เล่นจนเกินธรรมชาติ เกินพอดีของการต่อสู้แบบฟรีโฟลว์
จนสุดท้าย ผู้เล่นก็ต้องกลับไปกดย้ำ ๆ ซ้ำท่าเดิม ๆ อย่างโจมตีเบา โจมตีหนัก และการสวนกลับ เพราะผู้เล่นแทบไม่มีช่องวางให้ได้กดท่าโจมตีสวย ๆ ที่ปลดล็อกมา สูญเสียจุดเด่นของเกมไปอย่างน่าเศร้า และมันยิ่งทำให้ลดทอนความดีงามของการโมชั่น แคปเจอร์ (motion capture) ที่ผู้พัฒนาตั้งใจทำมาไปโดยปริยาย
“กลายเป็นว่าระบบต่อสู้ฟรีโฟลว์ ดูจะเฉิดฉายในโหมด Playground ซึ่งเป็นโหมดแซนด์บ็อกซ์ (sandbox) ให้ผู้เล่นปรับแต่งการเล่นเอง ซึ่งก็รวมไปถึงการกำหนดศัตรูได้ตามใจต้องการ”
หมายเหตุว่าเกมนี้ควรเล่นกับจอยคอนโทรลเลอร์ มากกว่าเล่นกับเมาส์และคีย์บอร์ด โดยปกติเกมแนวนี้ มันสามารถเล่นด้วยเมาส์และคีย์บอร์ดได้ตามปกติ (ซึ่งมักจะเล่นง่ายกว่าจอยคอนโทรลเลอร์ด้วยซ้ำ เพราะมันเล็งมุมมองง่ายกว่า) แต่ในเกมนี้กลับต่างออกไป เนื่องจาก ระบบต่อสู้ฟรีโฟลว์ให้เราเน้นกดท่าโจมตีพิเศษ ตรงจุดนี้ในฝั่งจอยคอนโทรลเลอร์จะกดท่าพิเศษง่ายกว่า
โดยผู้เขียนได้เล่นกับเมาส์และคีย์บอร์ดจบรอบแรก รู้สึกวุ่นวายกับการกดท่าโจมตีพิเศษ แต่พอเล่นรอบที่สอง สลับมาเล่นจอยคอนโทรลเลอร์ รู้สึกได้ทันทีว่าชีวิตดีขึ้นเป็นกอง (แต่พอครึ่งหลังของเกมก็ย้ำ ๆ ซ้ำท่าเดิม ๆ อยู่ดี) แถมเมนูในเกมก็ออกแบบมาเพื่อจอยคอนโทรลเลอร์มากกว่า
ส่วนในแง่คุณค่าของการวนกลับมาเล่นซ้ำ มันเป็นธรรมเนียมของเกมแนวนี้ไปเสียแล้ว สิ่งที่ดึงดูดใจผู้เล่นให้กลับมาเล่นด่านเดิมซ้ำ ๆ คือ การเก็บเงื่อนไขท้าทายผู้เล่นประจำด่าน, การทำเวลาดี ๆ , การเก็บเกรด S และโหมดแซนด์บ็อกซ์ ด้วยปริมาณด่าน ทั้งหมด 40 ด่านถ้วน หากเรายิงยาวเล่นเพียงรอบเดียวจนจบ ใช้เวลาเพียง 6-10 ชั่วโมง แต่ถ้ากลับมาเก็บพวกเงื่อนไขท้าทายดังกล่าว เราอาจอยู่กับเกมนี้ได้นานกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับฝีมือและใจปรารถนาของผู้เล่น
“หากไม่เบื่อกันไปเสียก่อน”
เมื่อมององค์รวม Midnight Fight Express ทำได้ดีในด้านการสร้างบรรยากาศ นี้คือวิดีโอเกมที่สร้างด้วยใจ นำเสนอความหลงใหลของแนวแอ็กชันได้ครบทุกกระบวนท่า แต่กลับทำพลาดในด้านเกมการเล่น ซึ่งมันควรเป็นจุดขายสำคัญในเกมแนวนี้ ผลลัพธ์จึงเป็นความรู้สึก “ไม่สุด” ไม่ได้ดีมาก ไม่ได้แย่เกินไป จัดอยู่ในหมวดหมู่เกมอินดี้กลาง ๆ ที่ยังไม่เข้าถึงแก่นของเกมแนวนี้สักเท่าไร แต่เมื่อเทียบกับราคา ก็ถือว่า “เป็นที่เข้าใจได้” และ “พอมองผ่านจุดด้อย” ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจนัก
Midnight Fight Express ปล่อยให้เล่นอย่างเป็นทางการแล้ว บนแพลตฟอร์ม PlayStation 4 Xbox One, Switch และ PC (ซึ่งมีในบริการ XBOX Game Pass)
Story
5
Design
7
Gameplay
8
Performance
7
Game's On
The best community experience, with best support for creator
Sign In






