Games On

Home

Feature

ทีมพัฒนา Platinum Games กับความในใจของมือปืนรับจ้างแห่งอุตสาหกรรมวิดีโอเกม

ทีมพัฒนา Platinum Games กับความในใจของมือปืนรับจ้างแห่งอุตสาหกรรมวิดีโอเกม

มุมมองการเป็นมือปืนรับจ้าง มุ่งเน้นทำเกมให้ผู้จัดจำหน่ายหลายราย

27 ม.ค. 2023·6 min read

   ในวงการอุตสาหกรรมวิดีโอเกม อัตลักษณ์หรือลายเซ็นของผู้พัฒนาแต่ละทีม เป็นสิ่งสำคัญอยู่ไม่น้อย เพียงเรากล่าวถึงชื่อของแต่ละทีมพัฒนา แม้เราอาจไม่คุ้นชื่อและไม่เคยชินผลงานเก่า ๆ ของพวกเขา แต่อัตลักษณ์หรือลายเซ็นดังกล่าว จะกลายเป็นคำนิยามพ่วงคำสร้อยต่อท้าย ส่งผลให้ผู้คนล้วนรับทราบว่า 

   “นี้คือเกมของทีมนี้” หรือ “นี้คือทีมที่ทำเกมนี้”

   มันส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงการติดตามผลงานของพวกเขาในภายภาคหน้า หรือหากในส่วนของผู้จัดจำหน่าย มักจักปักมุดไว้ว่า “ถ้าอยากได้เกมแนวนี้ ต้องมาว่าจ้างทีมนี้” 

   เมื่อเรากล่าวถึงทีมพัฒนา Platinum Games ในเรื่องอัตลักษณ์หรือลายเซ็นของพวกเขา เรารู้ได้โดยทันที นี้คือทีมพัฒนาแสนช่ำชองในสายงานด้านเกมแอ็กชัน พวกเขายกระดับเกมแอ็กชันด้วยการสร้างเกมที่มีการควบคุมสั่งได้ดั่งใจ ความลื่นไหลในการออกท่วงท่า และลูกบ้าระห่ำกระหน่ำไม่ซ้ำใคร ทั้ง Vanquish, Metal Gear Rising: Revengeance, Nier: Automata และเกมล่าสุดที่กำลังจะปล่อยให้เราได้เล่นกัน

   “เกมแห่งจุดบรรจบไตรภาค อย่าง Bayonetta 3”

   จากบทสัมภาษณ์ของสำนักข่าว GameSpot โดยคุณ อเล็กซ่า เรย์ คอเรีย (Alexa Ray Corriea) ได้มุ่งตรงสู่สำนักงานใหญ่ของทีมพัฒนา Platinum Games ใจกลางเมืองโอซาก้า (Osaka) เพื่อสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Platinum Games คุณ อัตสึชิ อินาบะ (Atsushi Inaba) ซึ่งบทสัมภาษณ์ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องราวที่เป็นอีกภาพจำของทีมพัฒนานี้ 

   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุมมองการเป็นมือปืนรับจ้าง มุ่งเน้นทำเกมให้ผู้จัดจำหน่ายหลายราย มุมมองต่อเกมเอ็กคลูซีฟ (exclusive game) รวมถึงเรื่องราวเบื้องหลังบางส่วนของการพัฒนา Nier: Automata กับ Bayonetta และ อัตลักษณ์ของ Platinum Games

วิดีโอตัวอย่างก่อนปล่อยเกมให้เล่น ของ Bayonetta 3

สี่หน่อ ก่อกำเนิด Platinum Games

   ต้องกล่าวย้อนไปถึงจุดกำเนิดของ Platinum Games โดยทีมพัฒนาดังกล่าวเป็นการรวมตัวของอดีตหัวกะทิสี่หน่อของ Capcom ได้แก่ คุณ อัตสึชิ อินาบะ คุณ ฮิเดกิ คามิยะ (Hideki Kamiya) คุณ ชินจิ มิกามิ (Shinji Mikami) และ  คุณ ทัตสึยะ มินามิ (Tatsuya Minami)

คุณ อัตสึชิ อินาบะ (Image courtesy: Forbes และ Platinum Games)

คุณ ฮิเดกิ คามิยะ (Image courtesy: NintendoSoup)

คุณ ชินจิ มิกามิ (Image courtesy: Variety)

คุณ ทัตสึยะ มินามิ (Image courtesy: Forbes และ Platinum Games)

   เส้นทางของสามคนแรกอย่าง คุณ อินาบะ คุณ คามิยะ และ คุณ มิกามิ พวกเขาเป็นผู้พัฒนาเกมในสังกัด Capcom ซึ่งผลงานเก่าของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น

  • คุณ อินาบะ เป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์เกม Resident Evil – Code: Veronica X และ ฝ่ายเทคนิคัลเกม Devil May Cry

  • คุณ คามิยะ เป็นผู้กำกับเกม Resident Evil 2 และ Devil May Cry

  • คุณ มิกามิ เป็นผู้กำกับเกม Resident Evil ภาคแรก และ ภาคที่ 4

   หลังจากนั้น พวกเขาเข้าร่วมทีมพัฒนา Clover Studio ที่อยู่ใต้อาณัติ Capcom โดยผลิตผลงานเกมอย่าง Viewtiful Joe, Okami และ God Hand และต่อมา พวกเขาร่วมกันลาออกเพื่อตั้งทีมพัฒนาของตัวเอง SEEDS Inc. (สิงหาคม ค.ศ. 2006) ก่อนเกม God Hand จะวางจำหน่ายเพียงเดือนเดียว (กันยายน ค.ศ. 2006) และก่อน Capcom สั่งยุติทีมพัฒนา Clover Studio เพียงสองเดือน (ตุลาคม ค.ศ. 2006)

   ส่วน คุณ มินามิ ผู้เป็นทั้งนักออกแบบเกมและโปรดิวเซอร์สังกัด Capcom ผลงานเก่าของเขาคือการออกแบบเกม Street Fighter II Turbo และ Super Ghouls 'n Ghosts จากนั้นไปเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเกมในซีรีส์ Resident Evil, Mega Man และ Devil May Cry 

   หลังจากนั้น เขาออกมาตั้งทีมพัฒนาของตัวเอง อย่าง ODD Inc. ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 เป็นเวลา 6 เดือน ก่อน SEEDS Inc. ก่อตั้งขึ้น โดยท้ายที่สุด SEEDS Inc. จับมือควบร่วมกับ ODD Inc. ในช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 และเปลี่ยนชื่อเป็น “Platinum Games”

   ซึ่งเหตุผลในการออกจาก Capcom ของทั้งสี่ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีสาเหตุจากเรื่องใด แต่มีการคาดเดาไปว่า กรณีของสามหน่อในทีมพัฒนา Clover Studio อาจเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากยอดขายเกมของพวกเขา อย่างเกม Okami กับ God Hand ออกมาไม่เข้าเป้า และพวกเขาเห็นเค้าลางว่าทาง Capcom ไม่ให้ Clover Studio ไปต่อแน่นอน ส่วนกรณีของคุณ มินามิ เป็นเพราะเขาเบื่อหน่ายกับทิศทางของ Capcom ที่ในขณะนั้นที่มุ่งเน้นทำแต่เกมภาคต่อ

โลโก้ Platinum Games

อุบัติสถานะมือปืนรับจ้างแห่งวงการเกม

   ในช่วงแรก Platinum Games ไปผูกปิ่นโตกับทาง Sega โดยให้ Sega ออกทุนในการพัฒนาและเป็นผู้จัดจำหน่ายเกมของพวกเขา ซึ่งเป็นการเซ็นสัญญาระยะยาวแบบเหมาเข่ง ให้พัฒนาหลายเกมต่อเนื่อง ได้แก่ MadWorld, Infinite Line และ Bayonetta 

  • MadWorld กำกับโดยคุณ ชิเงรุ นิชิกาวะ (Shigeru Nishikawa) อดีตหนึ่งในผู้พัฒนาเกม Resident Evil 4

  • Infinite Space (ตอนแรกชื่อเกม Infinite Line) เป็นการร่วมพัฒนาระหว่าง PlatinumGames กับ Nude Maker เจ้าของผลงาน Steel Battalion

  • Bayonetta กำกับโดยคุณ คามิยะ ซึ่งตอนนั้นตั้งใจลงให้แค่แพลตฟอร์ม PlayStation 3 และ Xbox 360

   หนึ่งในท่ามกลางสามเกมที่เรามีประเด็น และทุกท่านก็คงทราบว่าเป็นเกมคลาสสิกของ Platinum Games จวบจนปัจจุบัน นั่นก็คือ Bayonetta ที่ทุกคนทั้งฝั่งบรรดาผู้เล่นเกมและฝั่งผู้พัฒนาเอง ต่างยกให้เกมนี้เป็นเกมที่สร้างอัตลักษณ์ของ Platinum Games ทำให้ Platinum Games มีภาพจำจนถึงทุกวันนี้ “เกมแอ็กชันที่มีการควบคุมสั่งได้ดั่งใจ ความลื่นไหลในการออกท่วงท่า และลูกบ้าระห่ำกระหน่ำไม่ซ้ำใคร”

   “หนึ่งในเหตุผลที่คนมักกล่าวว่า คำว่า Platinum Games เปรียบเสมือนคำว่าเกมแอ็กชัน ก็เป็นเพราะเกม Bayonetta และเกมนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนในทีม โดยทำให้สามารถทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ว่ามันจะยากหรือมันต้องทุ่มแรงกายแรงใจมากสักเท่าไร เพื่อใส่มันลงไปในตัวงาน” คุณ อินาบะ กล่าวในบทสัมภาษณ์กับทาง GameSpot  

   ในประโยคหลัง เป็นการพูดถึงเพิ่มเติมของเรื่องราวในการพัฒนาเกมนี้ ซึ่งทำให้สภาพร่างกายและจิตใจของคนทั้งทีมแทบแตกเป็นเสี่ยง ๆ เนื่องจากการพัฒนาเกม Bayonetta เป็นการทำงานในสภาวะวิกฤต (crunch culture) สภาพจิตใจของทุกคนในทีมพัฒนาขณะนั้น ทั้งท้อ ทั้งโมโห เพราะไม่ว่าจะทุ่มแรงไปสักเท่าไร มันก็ยังไม่พอในการทำเกมนี้ให้เสร็จสมบูรณ์สักที และจนช่วงพัฒนาเกมนี้เสร็จจริง ๆ ทุกคนล้วนคิดเหมือนกันหมดว่า

   “เราจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว”

   แต่ในท้ายที่สุด เมื่อเกมถึงมือของผู้เล่น และทุกคนต่างชอบเกมนี้ มีแต่กระแสแง่บวกส่งต่อมาถึงทีมงาน พวกเขาก็เหมือนได้ชาร์จแบต และพร้อมจะทำ Bayonetta ภาคต่อทันที ทีมงานทั้งหมกมุ่น คลั่งไคล้ และถือว่าเป็นงานแพชชั่น (passion) ของทีม Platinum Games พวกเขาทุ่มทั้งใจ ใส่สุดตัว อัดทุกอย่างเท่าที่มี (แต่ไม่ได้หมายความว่า การทำงานในสภาวะวิกฤตเป็นเรื่องดี ทั้งในการพัฒนาวิดีโอเกมและงานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ )

วิดีโอเกมการเล่น Bayonetta โดยช่อง World of Longplays

   จากนั้น Platinum Games ทำเกมให้ Sega ต่ออีก 2 เกม ได้แก่ Vanquish และเกมสุดท้าย Anarchy Reigns หรือที่เรียกอีกชื่อ Max Anarchy ซึ่งเป็นเกมกึ่งภาคต่อของเกม MadWorld สาเหตุที่กลายเป็นเกมสุดท้ายที่ Sega เป็นผู้จัดจำหน่ายเต็มตัว เนื่องจากผลตอบรับด้านลบ ทั้งเรื่องคุณภาพด้านเทคนิคัลของตัวเกม เรื่องยอดขาย และ เรื่องที่ Sega ปล่อยปละละเลย ไม่ให้ความสำคัญในการโปรโมทเกมนี้

   แม้ว่าความสัมพันธ์ของ Platinum Games กับ Sega จะดีขนาดไหน สุดท้ายก็เป็นความยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย ที่เลือกไม่ต่อสัญญาระยะยาวแบบแต่ก่อน

เส้นทางชีวิตที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ของมือปืนรับจ้าง 

   การไม่ต่อสัญญาดังกล่าว ทำให้ Platinum Games เข้าสู่ช่วงการเป็นมือปืนรับจ้างแบบเต็มตัว รับพัฒนาทั้งเกมเอ็กคลูซีฟ เกมภาคแยก ภาคต่อ เกมตามใบสั่ง และไลเซนส์เกม (licensed game คือการดัดแปลงสื่อบันเทิงในรูปแบบอื่นให้กลายเป็นวิดีโอเกม)

   เกมเอ็กคลูซีฟ ได้แก่

  • The Wonderful 101 (2013)

  • Bayonetta 2 (2014)

  • Star Fox Zero (2016)

  • Astral Chain (2016)

  • World of Demons (2021)

  • Bayonetta 3 (2022)

   กรณี Bayonetta 2 และ 3 แตกต่างจากภาคแรก เนื่องจากผู้จัดจำหน่ายเปลี่ยนมือเป็น Nintendo เพราะ Nintendo ได้เข้ามาออกทุนแทนที่ Sega ซึ่งช่วงนั้นมีปัญหาด้านการเงิน เลยระงับการออกทุนพัฒนาเกม Bayonetta 2 จึงกลายเป็นว่าผู้ถือสิทธิ Bayonetta คือ Sega กับ Nintendo โดยทั้งคู่ตกลงว่าให้ Nintendo เป็นผู้จัดจำหน่ายเต็มตัว และให้เป็นเกมเอ็กคลูซีฟ โดยทาง Sega จะถอยไปเป็นที่ปรึกษาของโครงการเกมนี้แทน

   เกมภาคแยก ภาคต่อ เกมตามใบสั่ง ได้แก่ 

  • Metal Gear Rising: Revengeance (2013)

  • Nier: Automata (2017) (เป็นคอนโซลเอ็กคลูซีฟในช่วงแรก)

  • Sol Cresta (2022)

  • Babylon's Fall (2022)

   นอกจาก Bayonetta แล้ว Nier: Automata ก็ถือว่าเป็นอีกเกมคลาสสิกของ Platinum Games เป็นเกมที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์ในช่วงตกต่ำของทีมพัฒนา หลังจากที่มีแต่ผลงานต่ำกว่ามาตรฐานออกมาติด ๆ กัน อย่าง The Legend of Korra และ Teenage Mutant Ninja Turtles: Mutants in Manhattan

   โดยโครงการเกมนี้ ถือว่าเป็นงานแพชชั่นของหนึ่งในผู้ออกแบบเกม คุณ ทาคาฮิสะ ทาระ (Takahisa Taura) ช่วงที่เขาว่างจากจบโครงการพัฒนาเกม เนื่องด้วยเขาเป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ Nier เขาเลยเอาเวลาว่างมานั่งออกแบบฉบับร่าง (draft) ของเกม Nier ภาคต่อ เผื่อไว้ ด้วยความหวังว่าจะเอาไว้ใช้นำเสนอ (pitching) ในอนาคต 

   แล้วหลังจากนั้นไม่นาน Platinum Games ก็เซ็นสัญญากับ Square Enix เพื่อจัดจำหน่ายเกม ทาง Square Enix เลยถามว่า พวกเขาอยากทำเกมอะไร แม้ Square Enix จะไม่ได้เอ่ยถึงซีรีส์ Nier ทางคุณ ทาระ จึงได้โอกาส บอกกับ Square Enix ไปเลยว่า พวกเรามีแนวคิดสำหรับ Nier ภาคต่อ พวกเราอยากทำเกมนี้ สุดท้ายพวกเขาก็ได้ทำเกม Nier ภาคต่อตามต้องการ และทาง คุณ ทาระ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบ 

   ส่วนไลเซนส์เกม ได้แก่

  • The Legend of Korra (2014)

  • Transformers: Devastation (2015)

  • Teenage Mutant Ninja Turtles: Mutants in Manhattan (2016)

   ผลงานไลเซนส์เกมที่พวกเขาทำ เกิดจากสัญญาที่เซ็นกับทาง Activision คงต้องกล่าวเลยว่า มันคือ “จุดด่างพร้อย” ของ Platinum Games ซึ่งมีเพียงเกม Transformers: Devastation ที่ออกมาตามมาตรฐานเนื้องานของพวกเขา ส่วนสองเกมที่เหลือ อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ “ทำให้พวกเขาเสียศูนย์ไปพักหนึ่งเลยทีเดียว” จนการมาถึงของ Nier: Automata

Nier: Automata คือการกลับเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง ของ Platinum Games

ความพยายามผละตัวจากสถานะมือปืนรับจ้าง

   ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากบรรดาผลงานเกมของพวกเขา ซึ่งเราได้กล่าวถึงข้างต้น เกมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) ของ Platinum Games “ไม่มีแม้แต่เกมเดียว” เกมทั้งหมดที่พวกเขาทำมา ล้วนพัฒนาจากสัญญาที่ทำร่วมกับผู้จัดจำหน่าย การพัฒนาเกมถูกควบคุมการสร้างทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่เริ่มต้นจนหลังจากปล่อยให้เล่นไปแล้ว อนาคตของเกมนั้น ๆ ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขา แม้ว่าพวกเขาอยากจะทำเกมในซีรีส์นั้น ๆ ต่ออีกมากเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจผู้จัดจำหน่ายเท่านั้น

   โดยสาเหตุที่พวกเขาต้องทำตัวเป็นมือปืนรับจ้าง รับพัฒนาเกมตามสัญญาไปทั่ว จนแทบไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตัวเอง เนื่องจากด้วยปัจจัยที่ Platinum Games ต้องการดำรงตนเป็นสตูดิโอเอกเทศ ประกอบกับเกมที่พวกเขาต้องการสร้าง เพื่อทำตามวิสัยทัศน์ของทีม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเกมทุนสูง จึงต้องใช้ทุนจากผู้จัดจำหน่าย โดยแลกเปลี่ยนกับสิทธิของเกมที่ตกอยู่กับผู้จัดจำหน่าย

   แต่หาใช่ว่าพวกเขาจะรับพัฒนาเกมแบบไม่เลือกงาน จากใจความที่ คุณ อินาบะ กล่าวในบทสัมภาษณ์กับทาง GameSpot พวกเขาจะเลือกเฉพาะโครงการที่พวกเขาสนใจ หรือเป็นโครงการที่จะสร้างผลประโยชน์ในกับ Platinum Games ในอนาคต ส่วนเรื่องประเด็นเกมเอ็กคลูซีฟ ไม่ใช่ว่าทีมพวกเขาตั้งธงจะเน้นทำเกมเอ็กคลูซีฟ แต่เนื่องจากข้อดีของการทำเกมเอ็กคลูซีฟ คือเรื่อง “ทุนการพัฒนา” และความ “กล้าเสี่ยง” ของผู้จัดจำหน่าย ที่ตรงตามขอบเขตขนาดของเกมที่พวกเขาอยากจะทำ 

   สถานการณ์ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา พวกเขาเริ่มลงสู่ตลาดเป็นผู้จัดจำหน่ายเต็มตัว เราจึงเริ่มเห็นการขอสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจากเจ้าของสิทธิ มาจัดจำหน่ายในนามของตัวเอง แต่ก็ยังถือว่าไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขาเองแต่อย่างใด อย่างเกม The Wonderful 101: Remastered ที่ยังเป็นของ Nintendo, เกม World of Demons ที่ยังเป็นของ DeNA และ Sol Cresta ที่ยังเป็นของ Hamster Corporation

   แต่หากจะกล่าวว่าเกมที่เป็นทั้งทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขาเอง อันเกิดจากวิสัยทัศน์ของพวกเขาเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นความฝันอันสูงสุดของ Platinum Games สำหรับการมีเกมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง คงมีเพียงเกมเดียว คือ

   “Project G.G.” 

   จากคำแถลงการณ์ประกาศเปิดเผยโครงการ Project G.G. ของคุณ คามิยะ มันเต็มไปด้วยพลังแห่งความฝัน พลังแห่งแพชชั่น ที่อัดแน่นในใจของบรรดาผู้พัฒนาใน Platinum Games คำแถลงการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนการเปิดเผยความในใจของมือปืนรับจ้าง บนเส้นทางอุตสาหกรรมวิดีโอเกม ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ

   …“ตลอดระยะเวลา 14 ปี ตั้งแต่เราก่อตั้งบริษัทนี้ พวกเราไล่ล่าความฝันมาตลอด ความฝันในการสร้างเกมและจัดจำหน่ายเกมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ Platinum Games ตอนนี้เราได้ก้าวสู่จุดเริ่มต้นแล้ว”...

   …“ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน เกมของผมไม่ต่างอะไรกับลูกน้อยของผม อย่างลืมนะว่ามันต้องใช้ความมานะ ทั้งในการเลี้ยงดู อุ้มชู และเติมเต็มความรัก แต่หลังจากพัฒนาเสร็จแล้ว ทางเลือกใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกมของผม กลับไม่ได้อยู่ในกำมือของผมอีกต่อไป”...

   …“จึงทำให้เราตัดสินใจพัฒนา Project G.G. โดยเกมนี้ไม่เหมือนกับเกมอื่นที่เราเคยทำ เพราะเกมนี้คือเกมของ Platinum Games แบบ 100% ทุกอย่างตั้งแต่ท้องเรื่อง ตัวละคร การออกแบบเกม เรื่องราวของเกม ไปจนถึงขั้นตอนการโปรโมทเกม PlatinumGames เป็นผู้ควบคุมทุกขั้นตอน”...

   …“แน่นอนว่ามีข้อเสีย เราต้องเจอกับความเสี่ยงที่เราไม่เคยคาดมาก่อน ในฐานะผู้พัฒนาตามใบสั่ง”...

   …“อย่างที่ผมพูดมาก่อนหน้า กับ Project G.G เราได้ก้าวสู่จุดเริ่มต้นแล้ว เส้นชัยยังอยู่อีกไกล ผมยังคงตั้งหน้าตั้งตาเพื่อวิ่งแข่งในสนามนี้ ผมหวังว่าคุณจะเอาใจช่วยพวกเรา”...

Project G.G. หนึ่งในการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Platinum Games


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

  • Zuri Anderson. (2019 6 Oct). 11 Things You Didn't Know About Platinum Games. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.thegamer.com/platinum-games-trivia/ . (วันที่ค้นข้อมูล: 2022 27 Sep).

  • Hideki Kamiya. (2020 26 Feb). DIRECTOR’S MESSAGE [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://four.platinumgames.com/02-GG/ . (วันที่ค้นข้อมูล: 2022 27 Sep).


Bayonetta 3
Nintendo Switch

Bayonetta 3

Bayonetta 3 เป็นเกมแอ็กชันผจญภัยแฟนตาซี ที่ตัวละครเอกจะต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่เรียกว่า Homunculi และความชั่วร้ายที่รู้จักกันในชื่อ Singularity ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปยังเกาะ Thule เพื่อป้องกันไม่ให้ Singularity ทำลายโลกที่รู้จัก

Release Date

28 ต.ค. 2022

Game's On

The best community experience, with best support for creator

Sign In