Join the Game's on Community!
Join the Game's on Community!
9.75
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า God of War (2018) คือหนึ่งในยอดเกมแห่งยุคที่นักเล่นเกมตัวยงควรสัมผัสสักครั้งในชีวิต การันตีด้วยตำแหน่งรางวัลเกมแห่งปี 2018 จากเวทีงาน The Game Awards เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ความสำเร็จและความยอดเยี่ยมของตัวเกมได้เป็นอย่างดี และหากคุณคิดว่า God of War (2018) มันยอดเยี่ยมเกินจะบรรยายแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่า
“God of War Ragnarök มันยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นอีก”
คำเตือน: รีวิวนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของ God of War Ragnarök และ God of War (2018)
Story (เนื้อเรื่อง)

หลังจากเหตุการณ์ใน God of War (2018) จบลง ได้เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “Fimbulwinter” ลุกลามไปทั่วทั้ง 9 อาณาจักร ส่งผลให้อาณาจักรมิดการ์ดที่เครโทสและอเทรอัสอาศัยอยู่ ถูกปกคลุมด้วยฤดูหนาวยาวนานถึง 3 ปี ไร้ซึ่งฤดูอื่นจนโลกเข้าสู่กลียุค เป็นสัญญาณเริ่มต้นดั่งคำพยากรณ์ที่จะนำไปสู่การอุบัติของสงครามแร็กนาร็อกและจุดจบของทุกสรรพสิ่ง
จากการที่เครโทสปลิดชีพบาลเดอร์ ส่งผลให้เครโทสและอเทรอัส ถูกเฟรยาผู้เป็นแม่ของบาลเดอร์ตามล่าหมายเอาชีวิตตลอดเวลา ทำให้เครโทสและอเทรอัสต้องใช้ชีวิตแบบคอยหลบซ่อน แม้จะพยายามฝืนใช้ชีวิตให้เป็นปกติมากเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่อเทรอัสยึดติดอยู่กับคำพยากรณ์ที่ได้รับรู้มา ต่างกลายเป็นปมในใจ ก่อให้เกิดความสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมเหล่ายักษ์ถึงเรียกตนว่า “โลกิ” อเทรอัสจึงพยายามกล่อมให้เครโทสช่วยเขาตามหาความจริง แน่นอนว่าเครโทสไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างพ่อลูก จนท้ายที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ที่ผลักดันให้ทั้งสองต้องออกเดินทางไปทั่วอาณาจักรทั้ง 9 จนได้
“นี่คือเรื่องราวเริ่มต้นของ God of War Ragnarök”
สำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นภาคก่อนหน้ามาก่อน อาจติดตามเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้ไม่ทันได้ เพราะบทพูดหลายส่วนอิงเนื้อหาจากภาคก่อนหน้ามาพอสมควร แม้จะมีการเล่าเหตุการณ์ในภาคที่แล้วบางส่วน แต่ผู้เขียนคิดว่ายังไม่พอที่จะให้ผู้ที่ไม่เคยเล่นภาคก่อนสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด ขอแนะนำให้เล่นหรือหาข้อมูลของภาคก่อนหน้ามาก่อนแล้วจะเล่นได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

จุดที่น่าประทับใจสำหรับเรื่องราวในภาคนี้มากที่สุด คือการเติบโตของตัวละครแต่ละตัว ทั้งเครโทส อเทรอัส และตัวละครอื่น ๆ รอบตัวพวกเขา ต่างทำให้ผู้เล่นได้เห็นมุมมองของตัวละครที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ทุกเรื่องราว ทุกบทพูด ทุกความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแต่ละตัว ต่างถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยมจนแทบไร้ที่ติ เราจะได้เห็นความสัมพันธ์หลายรูปแบบที่เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและอรรถรสให้ผู้เล่นได้จมดิ่งไปกับเนื้อเรื่องในเกมมากขึ้นเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าแทบไม่มีบทสรุปของตัวละครไหนที่ผู้เขียนไม่ชอบเลย ไม่ว่าจะในภารกิจเนื้อเรื่องหลัก หรือภารกิจเนื้อเรื่องรองก็ตาม

Graphic & Sound Design (งานออกแบบ)

แต่เท่าที่ผู้เขียนสัมผัสมาก็รู้สึกว่ามีบางส่วนที่สวยงามขึ้นจริง ๆ ด้วยรายละเอียดของแสงเงา การสะท้อนที่ดูมีมิติขึ้น และฉากหลังของอาณาจักรทั้ง 9 ที่แต่ละอาณาจักรมีโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้การออกท่องอาณาจักรแต่ละดินแดนมีชีวิตชีวา ไม่รู้สึกจำเจมากนัก แต่ก็ยังมีพื้นผิวของฉากหลังบางส่วนที่รายละเอียดอาจจะไม่ได้ดีมาก แต่ถ้าไม่ไปนั่งสังเกตจับจ้องจริง ๆ ก็แทบจะไม่ค่อยเห็นเลย

ส่วนเพลงประกอบยังคงเรียบเรียงได้ยิ่งใหญ่นำเสนอสไตล์เพลงประกอบภาพยนต์บรรเลงด้วยออเครต้า ทุกคัตซีนเลือกเพลงประกอบได้ลงตัวตรงจุดกับเนื้อหาที่อยากนำเสนอออกมา เพลงธีมประจำเกมถูกยกระดับให้ยิ่งใหญ่ส่วนเสียงประกอบต่าง ๆ ภายในเกม อย่างพวกเสียงเอฟเฟคการใช้สกิล เก็บไอเทม เปิดหีบ ภาพรวมก็คือแทบยกของเก่าจากภาคที่แล้วมาทั้งหมดเลย ซึ่งภาคเก่าก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ภาคนี้ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมไว้เป็นอย่างดี

Gameplay (ระบบเกมการเล่น)

เริ่มเกมมาเครโทสจะมีทั้งขวาน ดาบโซ่ โล่ และพลังของสปาร์ตันให้ใช้ตั้งแต่ต้น ส่วนอเทรอัสก็ยังคงถือธนู ซึ่งผู้เล่นก็ยังสามารถสั่งให้อเทรอัสยิงธนูช่วยเครโทสได้เหมือนเดิม และหากเล่นไปถึงช่วงกลางเกม ผู้เล่นจะได้สัมผัสประสบการณ์อื่น ๆ เพิ่มเติมที่สนุกมากขึ้นในการควบคุมตัวละครและคู่หูที่ออกเดินทางไปพร้อมกัน






ส่วนเวลาที่ใช้ในการเล่นเกมให้จบ ตัวผู้เขียนใช้เวลาเล่นเกมนี้ไป 50 ชั่วโมงนิด ๆ จนเก็บด้วยครบทั้งหมด 100% ในระดับความยาก “จงมอบความสมดุลให้ข้า” ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ผู้เขียนเล่นมาในภาคก่อนหน้า การเก็บถ้วยแพลตินัมในภาคนี้รู้สึกว่าค่อนข้างง่ายกว่าภาคก่อนหน้าระดับนึง โดยรวมถือว่าเกมในภาคนี้มีเนื้อหาที่จัดเต็มเล่นได้ยาวมาก ๆ คุ้มค่าทุกนาทีเลยจริง ๆ
Performance (ประสิทธิภาพ)

ตัวผู้เขียนเล่นเกมนี้บน PlayStation 5 โดยเลือกโหมดเน้นความลื่นไหลของเฟรมเรต ไม่ได้เน้นที่ความสวยงาม ก็ยังรู้สึกเลยว่าภาพสวยมาก ลื่นไหลมาก ยิ่งลองปรับเป็นโหมดเน้นกราฟิกก็ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ แต่ตัวผู้เขียนชอบเล่นแบบภาพลื่น ๆ 60 fps มากกว่า เลยเล่นโหมดเน้นประสิทธิภาพตลอดทั้งเกม

อีกจุดที่ตัวผู้เขียนเจอบ่อยมากคือบั๊กเสียงเพลงหรือเสียงเอฟเฟคบางอย่างค้าง จะเป็นอาการที่หลังจากเราจบการต่อสู้แต่เพลงยังคงบรรเลงต่อ หรือเสียงเอฟเฟคอย่างเสียงพายุหิมะ ที่พอเราเข้าถ้ำไปแล้ว หรือว่าเข้าคัตซีนในตัวบ้านไปแล้ว แต่เสียงพายุหิมะยังดังขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ก็สามารถแก้ได้ด้วยการโหลดเช็กพอยต์ใหม่เหมือนกัน
ซึ่งจากปัญหาที่ว่าไปข้างบนจะแก้ได้ด้วยการโหลดเช็กพอยต์ใหม่ และปัญหาทั้งสองอย่างสลับกันเป็นเรื่อย ๆ ทำให้ต้องโหลดเช็กพอยต์ใหม่บ่อยมาก เป็นอีกจุดที่ทำให้การผจญภัยรู้สึกติดขัดอยู่ประมาณนึง และอีกส่วนที่อาจเป็นปัญหาได้ คือคำบรรยายไทยมีปัญหาอยู่พอสมควร ในแง่ของการแปลไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่จะมีปัญหาในแง่ของการแสดงผลที่บางประโยคตัดคำแปลก ๆ โดยหากเราใช้ขนาดตัวอักษรปกติจะไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่หากเราเพิ่มขนาดตัวอักษรจะมีบางคำที่ตัดคำแปลก ๆ ทำให้อ่านยากอยู่บ้าง จุดนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่มาก พอเข้าใจได้

ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่กล่าวไปจะเห็นว่าไม่ได้กระทบกับเกมการเล่นมากเท่าไหร่นัก แต่ก็เป็นปัญหาที่ไม่สามารถมองข้ามได้เพราะส่งผลกระทบต่ออรรถรสการเล่นอยู่ประมาณหนึ่ง โดยจุดนี้ตัวผู้เขียนมองว่าทางผู้พัฒนาน่าจะมีแผนแก้ไขออกแพตช์มาให้ในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ ณ เวลาที่รีวิวนี้ออก ตัวผู้เขียนคงต้องขอบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้สัมผัสอย่างตรงไปตรงมา หากให้พูดตรง ๆ ว่าปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไข ตัวผู้เขียนพร้อมจะให้คะแนนเต็ม 10 กับเกมนี้อย่างแน่นอน
Summarize (สรุป)

หากแต่มีเพียงปัญหาด้าน Performance เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อน เมื่อนั้นแล้ว God of War Ragnarök จะถือว่าไร้ที่ติอย่างสมบูรณ์
God of War Ragnarök
จากเจ้าของรางวัลเกมแห่งปี 2018 กลับมาเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อปิดมหากาพย์เทพปกรณัมนอร์สให้สมบูรณ์ Kratos และ Atreus ต้องผจญภัยเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา เผชิญหน้ากับศัตรูทั้งหน้าเก่าและใหม่ ภายใต้ช่วงเวลา “มหาเหมันต์” (Fimbulwinter) เบิกโรงการมาของเหตุการณ์ในคำทำนายอย่าง “แร็กนาร็อก" (Ragnarök)
Release Date
9 พ.ย. 2022
Story
10
Design
10
Gameplay
10
Performance
9

Hello Gamer ! It's time to play.
Game's On
The best community experience, with best support for creator
Sign In
