Games On

Home

Review

รีวิว God of War Ragnarök

รีวิว God of War Ragnarök

การดัดแปลงปกรณัมนอร์สและสานต่อเรื่องราวของเครโทสและอเทรอัสที่ปิดฉากตำนานได้อย่างอิ่มเอมใจ

7 ธ.ค. 2022·2 min read

     ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า God of War (2018) คือหนึ่งในยอดเกมแห่งยุคที่นักเล่นเกมตัวยงควรสัมผัสสักครั้งในชีวิต การันตีด้วยตำแหน่งรางวัลเกมแห่งปี 2018 จากเวทีงาน The Game Awards เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ความสำเร็จและความยอดเยี่ยมของตัวเกมได้เป็นอย่างดี และหากคุณคิดว่า God of War (2018) มันยอดเยี่ยมเกินจะบรรยายแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่า

     “God of War Ragnarök มันยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นอีก

     คำเตือน: รีวิวนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของ God of War Ragnarök และ God of War (2018)

Story (เนื้อเรื่อง)

   “จากการตายของบาลเดอร์ สู่การผจญภัยตามคำพยากรณ์ที่หลีกหนีไม่พ้น

   หลังจากเหตุการณ์ใน God of War (2018) จบลง ได้เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “Fimbulwinter” ลุกลามไปทั่วทั้ง 9 อาณาจักร ส่งผลให้อาณาจักรมิดการ์ดที่เครโทสและอเทรอัสอาศัยอยู่ ถูกปกคลุมด้วยฤดูหนาวยาวนานถึง 3 ปี ไร้ซึ่งฤดูอื่นจนโลกเข้าสู่กลียุค เป็นสัญญาณเริ่มต้นดั่งคำพยากรณ์ที่จะนำไปสู่การอุบัติของสงครามแร็กนาร็อกและจุดจบของทุกสรรพสิ่ง 

   จากการที่เครโทสปลิดชีพบาลเดอร์ ส่งผลให้เครโทสและอเทรอัส ถูกเฟรยาผู้เป็นแม่ของบาลเดอร์ตามล่าหมายเอาชีวิตตลอดเวลา ทำให้เครโทสและอเทรอัสต้องใช้ชีวิตแบบคอยหลบซ่อน แม้จะพยายามฝืนใช้ชีวิตให้เป็นปกติมากเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่อเทรอัสยึดติดอยู่กับคำพยากรณ์ที่ได้รับรู้มา ต่างกลายเป็นปมในใจ ก่อให้เกิดความสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมเหล่ายักษ์ถึงเรียกตนว่า “โลกิ” อเทรอัสจึงพยายามกล่อมให้เครโทสช่วยเขาตามหาความจริง แน่นอนว่าเครโทสไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างพ่อลูก จนท้ายที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ที่ผลักดันให้ทั้งสองต้องออกเดินทางไปทั่วอาณาจักรทั้ง 9 จนได้

   “นี่คือเรื่องราวเริ่มต้นของ God of War Ragnarök”  

   สำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นภาคก่อนหน้ามาก่อน อาจติดตามเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้ไม่ทันได้ เพราะบทพูดหลายส่วนอิงเนื้อหาจากภาคก่อนหน้ามาพอสมควร แม้จะมีการเล่าเหตุการณ์ในภาคที่แล้วบางส่วน แต่ผู้เขียนคิดว่ายังไม่พอที่จะให้ผู้ที่ไม่เคยเล่นภาคก่อนสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด ขอแนะนำให้เล่นหรือหาข้อมูลของภาคก่อนหน้ามาก่อนแล้วจะเล่นได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

   การนำเสนอเรื่องราวของ God of War Ragnarök เปรียบดั่งเกมที่คั่นด้วยภาพยนตร์ชั้นเลิศระดับแนวหน้า คัตซีนของเกมภาคนี้ ยังคงใช้มุมกล้องที่เป็นเอกลักษณ์จากภาคที่แล้วอยู่ คือเป็นมุมกล้องข้ามหัวไหล่แบบ Long Take เป็นจุดเด่นที่ยังคงนำมาใช้ในภาคนี้และถ่ายทอดแทบทุกเนื้อหาออกมาได้ดีอย่างที่เคย และที่สำคัญคือภาคนี้มีคำบรรยายเมนูและซับไตเติ้ลภาษาไทยเต็มรูปแบบ ทำให้เกมเมอร์ชาวไทยสามารถอินกับเรื่องราวในเกมได้ง่ายดายขึ้น  

   จุดที่น่าประทับใจสำหรับเรื่องราวในภาคนี้มากที่สุด คือการเติบโตของตัวละครแต่ละตัว ทั้งเครโทส อเทรอัส และตัวละครอื่น ๆ รอบตัวพวกเขา ต่างทำให้ผู้เล่นได้เห็นมุมมองของตัวละครที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ทุกเรื่องราว ทุกบทพูด ทุกความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแต่ละตัว ต่างถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยมจนแทบไร้ที่ติ เราจะได้เห็นความสัมพันธ์หลายรูปแบบที่เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและอรรถรสให้ผู้เล่นได้จมดิ่งไปกับเนื้อเรื่องในเกมมากขึ้นเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าแทบไม่มีบทสรุปของตัวละครไหนที่ผู้เขียนไม่ชอบเลย ไม่ว่าจะในภารกิจเนื้อเรื่องหลัก หรือภารกิจเนื้อเรื่องรองก็ตาม

   แต่ถึงอย่างนั้นการเล่าเรื่องก็ยังรู้สึกติดขัดเล็กน้อยบ้างในบางช่วง โดยเฉพาะในช่วงท้ายของเกมที่ดูเร่งรีบเพื่อไปสู่บทสรุปให้เร็วขึ้น อาจจะเพราะภาคนี้ใส่เนื้อหามาจัดเต็มจนล้นมาก ช่วงท้ายเนื้อเรื่องเลยดูรบวรัดตัดตอนและแผ่วลง แต่ความรู้สึกติดขัดนี้ก็ถูกหักล้างด้วยบทสรุปที่อิ่มเอมไปทั่วหัวใจ ถือเป็นการปิดฉากและหยิบยกปกรณัมนอร์สมาดัดแปลงและนำเสนอประเด็นใหม่ ๆ ยกระดับ God of War เป็นปกรณัมสมัยใหม่ที่สุดแสนตื่นเต้นเร้าใจน่าติดตามได้เป็นอย่างดี

Graphic & Sound Design (งานออกแบบ)

   God of War Ragnarök ยังคงนำเสนองานออกแบบที่สวยงามอลังการในระดับมาตรฐานเทียบเท่าหรืออาจสูงกว่า God of War (2018) เล็กน้อย เนื่องจากตัวเกมยังคงลงให้กับทั้ง PlayStation 5 และ PlayStation 4 ที่เป็นเจนเก่าอยู่ จึงอาจไม่ได้มีความก้าวกระโดดมากในแง่ของความสวยงามของกราฟิกมากนัก 

   แต่เท่าที่ผู้เขียนสัมผัสมาก็รู้สึกว่ามีบางส่วนที่สวยงามขึ้นจริง ๆ ด้วยรายละเอียดของแสงเงา การสะท้อนที่ดูมีมิติขึ้น และฉากหลังของอาณาจักรทั้ง 9 ที่แต่ละอาณาจักรมีโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้การออกท่องอาณาจักรแต่ละดินแดนมีชีวิตชีวา ไม่รู้สึกจำเจมากนัก แต่ก็ยังมีพื้นผิวของฉากหลังบางส่วนที่รายละเอียดอาจจะไม่ได้ดีมาก แต่ถ้าไม่ไปนั่งสังเกตจับจ้องจริง ๆ ก็แทบจะไม่ค่อยเห็นเลย

   ในส่วนของดีไซน์ศัตรู มีหลายตัวที่ยังคงใช้ดีไซน์จากภาคเก่าอยู่บ้าง ในขณะเดียวกันก็มีดีไซน์ศัตรูใหม่อีกเพียบ ซึ่งใน God of War (2018) ดีไซน์ของศัตรูมีความซ้ำซากค่อนข้างเยอะ ในภาคนี้มีความหลากหลายของศัตรูมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ศัตรูมีหลายแบบมากขึ้นก็ย่อมทำให้การรับมือมีหลายวิธีมากขึ้นตาม ส่งเสริมให้เกมการเล่นสนุกขึ้นไปด้วย ถือเป็นจุดที่ดีมาก

     ส่วนเพลงประกอบยังคงเรียบเรียงได้ยิ่งใหญ่นำเสนอสไตล์เพลงประกอบภาพยนต์บรรเลงด้วยออเครต้า ทุกคัตซีนเลือกเพลงประกอบได้ลงตัวตรงจุดกับเนื้อหาที่อยากนำเสนอออกมา เพลงธีมประจำเกมถูกยกระดับให้ยิ่งใหญ่ส่วนเสียงประกอบต่าง ๆ ภายในเกม อย่างพวกเสียงเอฟเฟคการใช้สกิล เก็บไอเทม เปิดหีบ ภาพรวมก็คือแทบยกของเก่าจากภาคที่แล้วมาทั้งหมดเลย ซึ่งภาคเก่าก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ภาคนี้ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมไว้เป็นอย่างดี

   ส่วนจุดสังเกตในงานออกแบบ สำหรับตัวผู้เขียนมีเพียงเรื่องดีไซน์ของชุดเกราะที่ดูไม่ค่อยมีความหลากหลายหลังจากอัปเกรดเท่าไหร่ ในการอัปเกรดชุดเกราะผู้เล่นจะสามารถอัปเกรดได้ทั้งหมด 9 ขั้น แต่ละขั้นตัวชุดเกราะที่อัปเกรดแล้วจะแทบมีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากเดิมเลย ส่วนสกิลต่าง ๆ ทั้งหนักทั้งเบาก็มีหลายส่วนที่แทบจะยกของภาคก่อนหน้ามาซะเกินครึ่ง แต่โดยรวมเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเล่นมาก แค่ไม่หลากหลายแต่ตัวเกมยังสนุกและสวยงามนำเสนอออกมาได้ตรงจุดอย่างที่ตั้งใจ

Gameplay (ระบบเกมการเล่น)

   God of War Ragnarök ยกระบบเกมการเล่นจาก God of War (2018) มาแทบทั้งหมด และยังต่อยอดหลายส่วนให้มีความหลากหลายและสนุกมากยิ่งขึ้น

   เริ่มเกมมาเครโทสจะมีทั้งขวาน ดาบโซ่ โล่ และพลังของสปาร์ตันให้ใช้ตั้งแต่ต้น ส่วนอเทรอัสก็ยังคงถือธนู ซึ่งผู้เล่นก็ยังสามารถสั่งให้อเทรอัสยิงธนูช่วยเครโทสได้เหมือนเดิม และหากเล่นไปถึงช่วงกลางเกม ผู้เล่นจะได้สัมผัสประสบการณ์อื่น ๆ เพิ่มเติมที่สนุกมากขึ้นในการควบคุมตัวละครและคู่หูที่ออกเดินทางไปพร้อมกัน

   ชุดเกราะและอาวุธยังคงมีให้คราฟต์และอัปเกรดเหมือนเดิม อาวุธสามารถปรับแต่งด้ามจับและใส่สกิลต่าง ๆ ได้ โดยเมื่อเราปลดล็อกความสามารถใหม่ จะมีเงื่อนไขเขียนเอาไว้ว่าให้ใช้ท่านั้นให้ครบจำนวนครั้งที่กำหนด เมื่อใช้ครบเราจะสามารถอัปเกรดสกิลไปอีกขั้น เพื่อปลดล็อกความสามารถในการปรับแต่งเพิ่มทักษะได้ ส่วนชุดเกราะก็สามารถใส่เครื่องรางเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับค่าสถานะได้ ส่วนนี้ทำให้มีลูกเล่นในการเลือกใช้ชุดและสกิลอาวุธมากขึ้นกว่าภาคก่อน ยิ่งช่วงท้ายเกมก็ยิ่งมีลูกเล่นมากขึ้น เกมก็ยิ่งสนุกดุเดือดมากขึ้นไปอีก

   ในส่วนของโล่มีการเพิ่มความสามารถขึ้นมา โดยนอกจากการบล็อกและการแพรี่สวนกลับการโจมตีแล้ว ในภาคนี้ได้เพิ่มระบบการขัดการโจมตีของศัตรูด้วยการกระแทกโล่เข้ามาเพิ่ม ทำให้ผู้เล่นมีโล่หลายแบบให้เล่นมากขึ้น เพิ่มความหลากหลายที่นำไปผสมกับชุดเกราะและอาวุธได้เป็นอย่างดี

   และอย่างที่บอกไปในหัวข้อก่อนหน้าเรื่องการออกแบบศัตรูที่มีหลากหลายขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้การรับมือศัตรูมีหนทางมากขึ้นด้วย เมื่อรวมเข้ากับระบบชุดเกราะ อาวุธ และโล่ที่ปรับมาใหม่ ก็ยิ่งทำให้การต่อสู้ในภาคนี้สนุกและมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมอยู่พอสมควรเลย ซึ่งในช่วงแรกประมาณ 10 - 15 ชั่วโมงของการเล่น เราอาจแทบไม่รู้สึกถึงความหลากหลายขนาดนั้น ต้องผ่านเนื้อหาไปสักพักใหญ่ ๆ จนปลดล็อกระบบต่าง ๆ ตัวเกมถึงจะหลากหลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ในส่วนของพัซเซิลก็ยังคงเหมือนกับภาคก่อนหน้าไม่มีผิด วิธีการแก้พัซเซิลรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ได้มีความหลากหลายกว่าภาคแรกมากนัก แต่ขั้นตอนในการแก้พัซเซิลของภาคนี้หลายส่วนค่อนข้างยากมากขึ้น ในภารกิจหลักมักจะมี NPC ที่ร่วมเดินทางคอยบอกใบ้ให้ทำให้การแก้ปริศนาอาจจะไม่ได้ยากอะไรมาก แต่ภารกิจรองหรือการออกผจญภัยแบบอิสระ อาจทำให้ผู้เล่นไปเจอพัซเซิลที่น่าปวดหัวเอาได้ ใครที่ไม่ชอบแก้ปริศนาอาจจะเหนื่อยใจอยู่พอสมควร แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนชอบการแก้ปริศนาอยู่แล้วเลยไม่รู้สึกติดขัดอะไรมากนัก ยังคงมาตรฐานและบางส่วนก็ทำได้ดีขึ้นกว่าภาคก่อนเล็กน้อย

   นอกจากนี้ตัวเกมมีการตั้งค่าเกี่ยวกับเกมการเล่นค่อนข้างหลากหลายมากขึ้น ทั้งการปรับความยากของเกมที่มีให้ 5 ระดับเหมือนภาคที่แล้ว การมีตัวเลือกช่วยเพิ่มการบอกคำใบ้ การมีตัวเลือกในการช่วยเก็บของ หรือตั้งค่าสำหรับการกด Quick Time Event และยังมีอีกหลายส่วนมากที่มีให้ปรับตั้งค่า ถือเป็นคุณภาพชีวิตในการเล่นที่มีทางเลือกมากขึ้น ทำให้ผู้เล่นบางส่วนสามารถเข้าถึงตัวเกมได้ง่ายขึ้นด้วย

    พูดง่าย ๆ ว่าใครที่เล่นภาคก่อนหน้ามาก็แทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย ทุก ๆ อย่างยังคงคุ้นมือเหมือนเดิมทุกอย่าง ระบบการเล่นที่ดีอยู่แล้วถูกนำมาต่อยอดให้ดีขึ้นไปอีก 

   ส่วนเวลาที่ใช้ในการเล่นเกมให้จบ ตัวผู้เขียนใช้เวลาเล่นเกมนี้ไป 50 ชั่วโมงนิด ๆ จนเก็บด้วยครบทั้งหมด 100% ในระดับความยาก “จงมอบความสมดุลให้ข้า” ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ผู้เขียนเล่นมาในภาคก่อนหน้า การเก็บถ้วยแพลตินัมในภาคนี้รู้สึกว่าค่อนข้างง่ายกว่าภาคก่อนหน้าระดับนึง โดยรวมถือว่าเกมในภาคนี้มีเนื้อหาที่จัดเต็มเล่นได้ยาวมาก ๆ คุ้มค่าทุกนาทีเลยจริง ๆ

Performance (ประสิทธิภาพ)

   หากจะถามว่าจุดไหนคือจุดสังเกตของ God of War Ragnarök ก็คงจะเป็นปัญหาบางส่วนทางด้าน Performance ของเกมที่สำหรับตัวผู้เขียนถือว่าค่อนข้างเจอเยอะพอสมควร (อัปเดตแพตช์ Day One และแพตช์อื่น ๆ แล้ว) แต่ในขณะเดียวกันผู้เล่นหลายคนก็ไม่เจอ

   ตัวผู้เขียนเล่นเกมนี้บน PlayStation 5 โดยเลือกโหมดเน้นความลื่นไหลของเฟรมเรต ไม่ได้เน้นที่ความสวยงาม ก็ยังรู้สึกเลยว่าภาพสวยมาก ลื่นไหลมาก ยิ่งลองปรับเป็นโหมดเน้นกราฟิกก็ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ แต่ตัวผู้เขียนชอบเล่นแบบภาพลื่น ๆ 60 fps มากกว่า เลยเล่นโหมดเน้นประสิทธิภาพตลอดทั้งเกม

     ตรงส่วนที่ตัวผู้เขียนคิดว่าเป็นจุดสังเกตใหญ่คือเรื่องของบั๊กไปต่อไม่ได้ บางครั้งตัวละครที่เป็นคู่หูของเราอย่างเช่นอเทรอัส มักจะไปติดอยู่ตามซอกกำแพง ซอกถ้ำ หรือที่ไหนสักที่จนไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ ซึ่งผู้เขียนเจอปัญหาแบบนี้อยู่พอสมควรตลอดทั้งเกม ซึ่งการแก้โดยส่วนใหญ่ก็จะสามารถแก้ได้ด้วยการโหลดเช็กพอยต์ใหม่

   อีกจุดที่ตัวผู้เขียนเจอบ่อยมากคือบั๊กเสียงเพลงหรือเสียงเอฟเฟคบางอย่างค้าง จะเป็นอาการที่หลังจากเราจบการต่อสู้แต่เพลงยังคงบรรเลงต่อ หรือเสียงเอฟเฟคอย่างเสียงพายุหิมะ ที่พอเราเข้าถ้ำไปแล้ว หรือว่าเข้าคัตซีนในตัวบ้านไปแล้ว แต่เสียงพายุหิมะยังดังขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ก็สามารถแก้ได้ด้วยการโหลดเช็กพอยต์ใหม่เหมือนกัน

   ซึ่งจากปัญหาที่ว่าไปข้างบนจะแก้ได้ด้วยการโหลดเช็กพอยต์ใหม่ และปัญหาทั้งสองอย่างสลับกันเป็นเรื่อย ๆ ทำให้ต้องโหลดเช็กพอยต์ใหม่บ่อยมาก เป็นอีกจุดที่ทำให้การผจญภัยรู้สึกติดขัดอยู่ประมาณนึง   และอีกส่วนที่อาจเป็นปัญหาได้ คือคำบรรยายไทยมีปัญหาอยู่พอสมควร ในแง่ของการแปลไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่จะมีปัญหาในแง่ของการแสดงผลที่บางประโยคตัดคำแปลก ๆ โดยหากเราใช้ขนาดตัวอักษรปกติจะไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่หากเราเพิ่มขนาดตัวอักษรจะมีบางคำที่ตัดคำแปลก ๆ ทำให้อ่านยากอยู่บ้าง จุดนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่มาก พอเข้าใจได้

   แต่จุดที่คิดว่าค่อนข้างเป็นปัญหาคือเนื้อเรื่องตั้งแต่ช่วงกลางเกม - ช่วงหลัง ซับภาษาไทยขึ้นแปลก ๆ เยอะมาก ทั้งค้างไม่ขึ้นคำบรรยาย คำบรรยายขึ้นไม่ตรงกับเสียงพูด คำบรรยายมีไม้ยมกขึ้นในจุดแปลก ๆ ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้มีปัญหากับการฟังภาษาอังกฤษไปด้วยแปลไปด้วย แต่ก็รู้สึกได้เลยว่าต้องมีคนที่เล่นและรู้สึกปะติดปะต่อบทพูดเหล่านี้ไม่ถูกแน่ ๆ เพราะส่วนใหญ่ช่วงที่คำบรรยายมีปัญหามักจะอยู่ในเนื้อเรื่องหลักซะด้วย

   ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่กล่าวไปจะเห็นว่าไม่ได้กระทบกับเกมการเล่นมากเท่าไหร่นัก แต่ก็เป็นปัญหาที่ไม่สามารถมองข้ามได้เพราะส่งผลกระทบต่ออรรถรสการเล่นอยู่ประมาณหนึ่ง โดยจุดนี้ตัวผู้เขียนมองว่าทางผู้พัฒนาน่าจะมีแผนแก้ไขออกแพตช์มาให้ในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ ณ เวลาที่รีวิวนี้ออก ตัวผู้เขียนคงต้องขอบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้สัมผัสอย่างตรงไปตรงมา หากให้พูดตรง ๆ ว่าปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไข ตัวผู้เขียนพร้อมจะให้คะแนนเต็ม 10 กับเกมนี้อย่างแน่นอน

Summarize (สรุป)

   God of War Ragnarök คือเกมที่ยกระดับเกมการเล่นให้หลากหลายมากขึ้น และการสานต่อเรื่องราวปกรณัมนอร์สจาก God of War (2018) ได้อย่างมีชั้นเชิง การเติบโตและการพัฒนาของตัวละครที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องราวชั้นเลิศ พร้อมด้วยมุมมองใหม่ต่อตัวละครที่เราไม่เคยเห็น โดยเฉพาะตัวละครเครโทสที่หากย้อนกลับไปถึงตัวตนของเขาในภาคแรกตั้งแต่ปี 2005 จนถึง God of War Ragnarök เราคงไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เห็นเครโทสในแบบนี้ พร้อมปิดฉากเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์แบบ  

   หากแต่มีเพียงปัญหาด้าน Performance เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อน เมื่อนั้นแล้ว God of War Ragnarök จะถือว่าไร้ที่ติอย่างสมบูรณ์ 

God of War Ragnarök
PlayStation 4

God of War Ragnarök

จากเจ้าของรางวัลเกมแห่งปี 2018 กลับมาเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อปิดมหากาพย์เทพปกรณัมนอร์สให้สมบูรณ์ Kratos และ Atreus ต้องผจญภัยเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา เผชิญหน้ากับศัตรูทั้งหน้าเก่าและใหม่ ภายใต้ช่วงเวลา “มหาเหมันต์” (Fimbulwinter) เบิกโรงการมาของเหตุการณ์ในคำทำนายอย่าง “แร็กนาร็อก" (Ragnarök)

Release Date

9 พ.ย. 2022


9.75

Story

10

Design

10

Gameplay

10

Performance

9

Zabbid

Hello Gamer ! It's time to play.

Game's On

The best community experience, with best support for creator

Sign In